นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตไฟฟ้าช่วงวันที่ 5-14 เมษายน ที่ก๊าซธรรมชาติจากพม่าจะหายจากระบบ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ทำให้ไฟฟ้าหายจากระบบ 4,100 เมกะวัตต์ ว่า ขณะนี้กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของไทยสามารถเพิ่มปริมาณขึ้นเป็น 1,774 เมกะวัตต์ จะส่งให้ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือ เอฟทีไม่เปลี่ยนแปลง เป็นการช่วยเหลือประชาชนทางหนึ่ง เพราะเดิมคาดว่าจากการสำรองน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าช่วงดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนค่าเอฟทีเพิ่มอีก 0.48 สตางค์ต่อหน่วย แต่เมื่อสามารถสำรองไฟฟ้าฉุกเฉินจาก 3 ส่วน คือ รับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนขนาดเล็ก หรือเอสพีพี 110 เมกะวัตต์ ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่ประหยัดลง 547 เมกะวัตต์ ประชาชนและภาคการค้าประหยัดลง 250 เมกะวัตต์ เมื่อรวมกับปริมาณสำรองฉุกเฉิยเดิม 767 เมกะวัตต์ จึงรวมเป็น 1,774 เมกะวัตต์ ทำให้ใช้น้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลลดลง ส่วนที่เหลือสามารถไว้ใช้สำรองได้ ค่าเอฟทีจึงลดลงไปด้วย แต่จะอัตราเท่าไรต้องอยู่ที่การพิจารณาของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานหรือเรคกูเลเตอร์

       นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการผลักดันโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดโรงแรกของไทย 800 เมกะวัตต์ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าประเทศ หรือพีดีพี ที่ต้องการให้เกิดในจังหวัดกระบี่นั้น ในช่วงแรกประชาชนให้การตอบรับเป็นอย่างดี แต่ขณะนี้ยอมรับว่าบุคคลภายนอกเข้าไปสร้างความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องต่อการสร้างโรงไฟฟ้าจนเกิดแรงต้านขึ้น ทั้งนี้กระทรวงพลังงานจะเร่งสร้างความเข้าใจโดยด่วน เพราะหากไม่สามารถสร้างได้เพราะประชาชนไม่ยอมรับก็จำเป็นต้องเปลี่ยนสถานที่ก่อสร้างต่อไป



ขอบคุณข้อมูลจาก


มติชน