ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม
โดย วารสาร สานสุข
http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx


               การพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เพื่อรองรับการเติบโตของจำนวนประชากรโลก ทำให้ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่แหลงพลังงานหลักของโลกมีปริมาณจำกัด และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ในส่วนของประเทศไทย ถึงแม้จะมีแหล่งพลังงานของตนเอง แต่ยังคงไม่เพียงพอกับความต้องการ ทำให้ต้องพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากต่างประเทศมาโดยตลอด โดยเฉพาะความต้องการใช้ก๊าซหุงต้ม หรือ ก๊าซแอลพีจี (LPG) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้จากเดิมที่ไทยเคยเป็นประเทศผู้ส่งออก กลับต้องเป็นผู้นำเข้าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา ท่ามกลางวิกฤตด้านพลังงานเช่นนี้ ทางรอดที่ดีและยั่งยืนที่สุด คือ การพึ่งตนเองด้วยพลังงานทดแทน ซึ่งหากจะว่ากันในเรื่องของก๊าซหุงต้มแล้ว เทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดที่สุดก็คงหนีไม่พ้น ‘บ่อหมักก๊าซชีวภาพ’ บ่อหมักก๊าซชีวภาพมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบบ่อซีเมนต์ แบบโอ่ง และแบบแคปซูล (ถุง PVC) ซึ่งสามารถสร้างหรือหาซื้อได้ ทั้งในระดับครัวเรือนและระดับชุมชน แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ล้วนมีหลักการทำงานเดียวกัน คือ ใช้การย่อยสลายของสารอินทรีย์ภายใต้สภาวะที่ปราศจากออกซิเจน (ในบ่อหมัก) จนเกิดเป็นก๊าซชีวภาพ

copy6

สายโซ่แห่งการพึ่งตนเอง พ่อดาวผ่อง พรมปัญญา

               “มีอิสรภาพ ไม่สู้กับตลาด ไม่ขูดรีดแรงงานของตนเองและครอบครัว” คือหลักในการทำงานของพ่อดาวผ่อง พรมปัญญา ปราชญ์ชาวบ้าน ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เกษตรกรที่เคยใช้ปุ๋ยเคมีทำนาข้าว แต่กลับได้ผลผลิตน้อย ดินเสื่อมโทรม และเป็นหนี้ ธกส. จนไม่มีเงินทุนมาซื้อปุ๋ยและสารเคมี

               พ่อดาวผ่อง ได้น้อมนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ โดยวางแผนให้ที่ดินจำนวน 10 ไร่ ได้ทำประโยชน์ที่หลากหลายมากขึ้น เริ่มจากการปลูกไม้ผลยืนต้น เช่น ลำไย ลิ้นจี่ ขนุน ฯลฯ แซมด้วยพืชผักสวนครัวทั่วไป ขุดสระน้ำเพื่อเก็บน้ำและเลี้ยงปลา ทำนาข้าวแบบใช้ปุ๋ยคอกผสมปุ๋ยเคมี ทำให้สภาพดินฟื้นตัวดีขึ้น ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า มีการเลี้ยงหมู เป็ด ไก่ และปลูกบัวหลวงเสริมรายได้ สามารถทำปุ๋ยหมัก และสารไล่แมลงใช้ได้เอง ทำให้ไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนการเกษตร แต่กลับมีรายได้หมุนเวียนตลอดปี จนสามารถปลดหนี้ได้ พึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงและกลายเป็นพ่อครู ที่เผยแพร่ความรู้ให้กับผู้ที่สนใจได้อย่างกว้างขวาง

               “เพราะทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามที่ในหลวงท่านทรงแนะนำ แนะแนวก็เลยมั่นใจว่าเดินมาถูกทาง ก็จะเสริมต่อไปเรื่อยๆ การทำตามแนวของพ่อหลวงทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กินอิ่ม นอนหลับ ไม่ต้องลำบากอย่างที่ผ่านมา นี่คือความสุขที่ยั่งยืนของผม”

               อีกสิ่งหนึ่งที่พ่อดาวผ่องได้นำเข้ามาเสริมวงจรการพึ่งตนเอง คือ บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบแคปซูล

1               บ่อก๊าซของพ่อดาวผ่อง มีส่วนประกอบ คือ บ่อเติม บ่อหมัก และบ่อล้น โดยบ่อเติมจะเป็นส่วนสำหรับใส่มูลสัตว์หรือเศษอาหาร ให้เข้าไปเกิดกระบวนการย่อยสลายภายในบ่อหมัก ซึ่งเป็นถุงพลาสติกหนา 0.4 เซนติเมตร จนเกิดเป็นก๊าซชีวภาพและจากบ่อหมัก ก๊าซจะถูกนำไปใช้ผ่านท่อส่งก๊าซที่เชื่อมต่อกับหัวเตาแก๊สในครัวเรือน ขณะที่กากเหลือทิ้งจะถูกดันออกทางบ่อล้น ซึ่งสามารถนำไปหมักทำปุ๋ยอินทรีย์ได้อีกต่อหนึ่ง

               บ่อก๊าซของพ่อดาวผ่องมีความจุ 7 ลูกบาศก์เมตร ความลึกบ่อ 1 เมตร กว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร มีศักยภาพเกิดก๊าซได้ประมาณ 3 ลูกบาศก์เมตร โดยแต่ละวันจะเติมมูลสุกร (ผสมมูลเป็ดและไก่) ประมาณ 3-5 กิโลกรัม หรือเติมวันเว้นวันก็ได้ สามารถใช้ก๊าซได้นาน 45 นาที ซึ่งเพียงพอสำหรับการประกอบอาหารในแต่ละมื้อโดยไม่ต้องซื้อก๊าซ LPG เลย

               ถือได้ว่า บ่อก๊าซได้สร้างวงจรการพึ่งตนเองให้แก่ครอบครัวของพ่อดาวผ่องได้เป็นอย่างดี จากที่แต่เดิมมีปัญหาเรื่องกลิ่นก็หมดไป แถมยังได้ก๊าซใช้ฟรีๆ และกากก๊าซที่หมดแล้วก็ยังสามารถมานำหมักเป็นปุ๋ยใช้ในสวนได้อีกด้วย

               “เกษตรทฤษฎีใหม่ คือ การทำหลายสิ่งที่เกื้อกูลกัน ให้เกิดเป็นห่วงโซ่วงจร พลังงานก็เป็นหนึ่งในห่วงโซ่ที่มีส่วนช่วยได้มาก คือ ทุ่นค่าใช้จ่าย” พ่อดาวผ่องกล่าวทิ้งท้าย

ชุมชนแห่งความพอเพียง บ่อก๊าซชุมชน ต.ท่ามะนาว อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี

               บ่อก๊าซในระดับครัวเรือนสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อก๊าซ LPG ไอย่างเห็นผล แล้วจะเป็นอย่างไร หากเราทำบ่อก๊าซขนาดใหญ่ที่สามารถใช้ร่วมกันได้ในระดับชุมชน

               ล่าสุดแนวคิดนี้ได้เกิดขึ้นจริงแล้วที่หมู่ที่ 2 ต.ท่ามะนาว อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ซึ่งมีประชากรทั้งสิ้น 150 ครัวเรือน เป็นพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสุกรเชิงพาณิชย์ ในรูปของเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) มีฟาร์มสุกรประมาณ 20 ฟาร์ม ขนาด 600-750 ตัวต่อฟาร์ม หลายฟาร์มมีการนำมูลสุกรมาทำเป็นก๊าซชีวภาพเพื่อใช้ในฟาร์มของตนเอง แต่ยังไม่มีระบบการจัดการผลิตก๊าซที่เป็นมาตรฐาน

               จึงเป็นที่มาของ ‘โครงการท่ามะนาวพอเพียง เพื่อพลังที่ยั่งยืน’ โดยกลุ่มผู้บริหารระดับสูง ที่เข้ารับการอบรมจากสถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.) รุ่นที่ 3 กลุ่มอาทิตย์ ได้ร่วมกับองค์กรบริหารส่วนตำบลท่ามะนาว และ ปตท. ศึกษาแนวทางการจัดการฐานทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นพลังงานโดยเป็นการแบ่งปันก๊าซชีวภาพจากมูลสุกร จากผู้ประกอบการมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงให้แก่ครัวเรือน

               ในระยะแรก ได้จัดเวทีทำความเข้าใจร่วมกับชุมชน และชักชวนเจ้าของฟาร์มสุกรในพื้นที่ ให้มาออกแบบการดำเนินการร่วมกัน จนนำไปสู่การคัดเลือกฟาร์มสุกร 4 ฟาร์มเข้ามาร่วมโครงการ และเริ่มต้นจัดทำบ่อก๊าซนำร่องระยะที่ 1 ขึ้น ที่ฟาร์มของคุณมานพ ดรชัย

iq8aa6670e0eaea61163c3f3e4bf7e7f2c

               บ่อก๊าซของพี่มานพเป็นบ่อขนาด 100 ลูกบาศก์เมตร ใช้วัตถุดิบเป็นน้ำล้างคอกสุกร มีศักยภาพเกิดก๊าซได้ประมาณ 40 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน (เทียบเท่าก๊าซหุงต้ม 20 กิโลกรัม) หลังจากนั้น ทีมงานของ ปตท. ได้ลงพื้นที่วางระบบ ทำการทดลองจ่ายก๊าซให้แก่ครัวเรือนนำร่อง 10 หลัง ในรัศมี 300 เมตรจากฟาร์มได้ใช้แล้ว พร้อมกับได้มีการทำพิธีเปิดโครงการอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556 ที่ผ่านมา โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี

               ปัจจุบัน โครงการกำลังเข้าสู่การขยายผลระยะที่ 2 ตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ จัดสร้างและปรับปรุงบ่อก๊าซขนาด 100 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 4 บ่อ ให้มีศักยภาพผลิตก๊าซชีวภาพรวมได้ 200 ลูกบาศก์เมตร สามารถจ่ายก๊าซให้ครัวเรือน 150 หลังคาเรือน ในหมู่ที่ 2 ได้ใช้ โดยให้ชุมชนเป็นผู้จัดตั้งและทำหน้าที่บริหารกองทุน เพื่อใช้ในการบำรุงรักษาบ่อก๊าซด้วยตัวเองต่อไป ซึ่งหากโครงการแล้วเสร็จ คาดว่าจะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงถ่านได้ประมาณ 4,085 บาท/ปี/ครัวเรือน และลดค่าใช้จ่ายด้านก๊าซหุงต้มได้ประมาณ 311 บาท/ปี/ครัวเรือน รวมทั้งสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 306 ตัน/ปี (หน่วย : = ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) เลยทีเดียว

3

               การสร้างชุมชนแห่งความพอเพียงที่สามารถพึ่งพาตนเองได้นั้น ไม่ได้หมายความว่า จะต้องทำอะไรเองทั้งหมดทุกอย่าง แต่หมายถึง ต้องทำทุกอย่างให้ปัญหาคลี่คลายได้ด้วยตนเอง มากกว่าหวังพึ่งพาผู้อื่นมาจัดการให้ นั่นคือ การพึ่งพาสติปัญญาของตนเอง ผสมผสานกับต้นทุนที่มีอยู่ในชุมชน ภูมิปัญญาดั้งเดิม และการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ นำมาบูรณาการร่วมกัน

               เราสามารถสร้างพลังงานทดแทนต้นทุนต่ำได้ นับเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่อนาคตของการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้อย่างยั่งยืน

               วันนี้ ตัวอย่างเกิดขึ้นแล้วที่บ้านป่าตึง และที่ท่ามะนาว