มหาวิทยาลัยวิจัยกับการพัฒนาการเรียนการสอน

ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือนิตยสาร การศึกษาอัพเกรดกับวิชาการดอทคอม
โดย ศ.ดร เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ที่มา : นิตยสารการศึกษาอัพเกรด


           ปัจจุบันกลุ่มมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก และมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่ จะพัฒนาก้าวไปสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยวิจัย” ที่ให้ความสำคัญในภารกิจการผลิตและพัฒนานวัตกรรมการวิจัยต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยในการสร้างชื่อเสียงและรายได้สู่มหาวิทยาลัยจำนวนมาก ส่วนประเทศไทยได้มีการประกาศมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2553 ซึ่งเป็นปีแรกของประเทศไทย ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

           John Aubrey Douglass นักวิจัยของ University of California Undergraduate Experience Survey (UCUES) และนักวิจัยอาวุโสของศูนย์การศึกษาระดับอุดมศึกษา (Center for Studies in Higher Education) แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แสดงความเห็นเกี่ยวกับบทบาทของมหาวิทยาลัยวิจัยกับการพัฒนาการเรียนการสอน ว่า ในฐานะที่มหาวิทยาลัยวิจัยเป็นแหล่งผลิตกำลังแรงงานหลักของโลกอนาคต มหาวิทยาลัยวิจัยจึงจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบพิเศษในการสร้างสภาพแวดล้อม ที่ส่งเสริมให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ เกิดการพัฒนาทักษะทางการคิดวิเคราะห์และการเป็นผู้นำ กระตุ้นให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยวิจัยจะต้องประเมินจุดแข็งของตนเอง โดยเฉพาะความสามารถทางด้านการทำวิจัย และบูรณาการจุดแข็งเหล่านั้น เข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี

           ผลการสำรวจล่าสุดในปี ค.ศ.2008 เกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองในมหาวิทยาลัยวิจัยสังกัดภาครัฐ ซึ่งดำเนินการโดยคณาจารย์และทีมนักวิจัยของหน่วยงาน UCUES ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ทำการสำรวจกลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ลงเรียนในวิชาระดับสูงและทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย การสำรวจในครั้งนี้ครอบคลุมนักศึกษาระดับปริญญาตรีกลุ่มดังกล่าวทั้งหมด จำนวน 63,600 คน

           ผลสำรวจถูกนำมาตีพิมพ์เมื่อต้นปี ค.ศ.2010 ชี้ชัดเจนว่า นักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย มีส่วนร่วมในกิจกรรมวิจัยนอกชั้นเรียนมากกว่าค่าเฉลี่ยในระดับชาติ โดยหากเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยวิจัยอื่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียมีนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่ลงเรียนในวิชาระดับสูง ที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการวิจัยนอกชั้นเรียนร่วมกับคณาจารย์ มหาวิทยาลัยร้อยละ 33 ซึ่งสูงกว่าผลการสำรวจมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย 4 ปีทั้งหมด 209 แห่งในประเทศสหรัฐอเมริกาที่พบว่า มีนักศึกษาระดับปริญญาตรีปี 4 (Senior Students) ของประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงร้อยละ 19 หรือคิดเป็น 1 ใน 5 เท่านั้นที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการวิจัยนอกชั้นเรียนร่วมกับคณาจารย์มหาวิทยาลัย

           หากเปรียบเทียบนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแยกตามวิชาเอก ที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมวิจัยนอกชั้นเรียน พบว่า นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่ลงเรียนวิชาเอกในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ร้อยละ 43 ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการวิจัยนอกชั้นเรียนร่วมกับคณาจารย์ของมหาวิทยาลัย มากกว่านักศึกษาที่ลงเรียนวิชาเอกในสาขามนุษยศาสตร์ ศิลปะศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ร้อยละ 26

           เหตุผลประการสำคัญที่ทำให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงวิจัยนอกชั้นเรียนร่วมกับคณาจารย์มหาวิทยาลัย คือ เพื่อเข้าไปเป็นผู้ช่วยอาจารย์แบบอาสาสมัคร การเข้าไปเป็นผู้ช่วยอาจารย์เพื่อเก็บหน่วยกิต การเข้าไปเป็นผู้ช่วยอาจารย์เพื่อหารายได้พิเศษ

           อย่างไรก็ตาม พบว่าปัจจุบันมหาวิทยาลัยวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถทำบทบาทและความรับผิดชอบนี้ได้อย่างดีมากนัก แต่มหาวิทยาลัยวิจัยหลายแห่งได้เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องดังกล่าว และพยายามบูรณาการจุดแข็งทางด้านการวิจัยของตน เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี โดยดำเนินการบนฐานแนวคิดที่ว่า มหาวิทยาลัยวิจัยควรมีความรับผิดชอบพิเศษและมีบทบาทสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความเจริญงอกงามทางด้านความรู้และการเรียนรู้แก่นักศึกษาผ่านทางกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะกิจกรรมวิจัยที่ถือได้ว่าเป็นจุดแข็งของมหาวิทยาลัยวิจัย โดยแนวโน้มนี้ได้กลายเป็นแนวโน้มระดับโลกและเริ่มเข้าสู่ประเทศไทย

           มหาวิทยาลัยวิจัยของไทย ควรมีมาตรการกระตุ้นและสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยวิจัยต่างๆ ตระหนักและเห็นความสำคัญในการให้นักศึกษาได้เรียนรู้ และมีประสบการณ์ในการทำวิจัยด้วย มิใช่แยกส่วนการสอนกับการวิจัยออกจากกัน โดยการให้นักศึกษามีส่วนร่วมในกิจกรรมการวิจัยโครงการต่างๆ ที่หลากหลายช่องทางและรูปแบบการให้นักวิจัยมีส่วนในการถ่ายทอดความรู้ด้านวิธีวิจัยสู่นักศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม เป็นต้น อันจะทำให้การก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย มีส่วนสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพสู่สังคม