การทอดสมอของสิ่งใหม่

ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1990 นักมานุษยวิทยาต้นพบกับเรื่องราวที่ต้องเอ่ยถึงเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่
ในฐานะเป็นหัวข้อสำหรับการศึกษา การเอ่ยถึงเรื่องนี้ทำให้เกิดการประกาศว่ามีสิ่งของบางอย่างที่ “ใหม่” ที่
เกิดขึ้น ในขณะที่ นักมานุษยวิทยาตื่นเต้นกับเรื่องนี้พร้อมกับมั่นใจว่ามานุษยวิทยาศึกษาเรื่องนี้ได้ ดังนั้นจึง
มีการยืนยันจากนักมานุษยวิทยาหลายคน ฮาคเก้น(1993) กล่าวว่ามานุษยวิทยามีวิธีศึกษาแบบองค์รวมเพื่อ
ที่จะทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในระดับใหญ่ มานุษยวิทยาจึงถูกใช้ศึกษาเทคโนโลยีสมัยใหม่ใน
เชิงวัฒนธรรม เอสโคบาร์(1994) อธิบายว่ามานุษยวิทยาเหมาะที่จะใช้ศึกษาในงานวิจัยทางชาติพันธุ์วรรณา
เพื่ออธิบายลักษณะของการเยียวยาทางวัฒนธรรม ชี้ให้เห็นว่ามีพฤติกรรมอะไรเกิดขึ้น และการเปลี่ยนแปลง
ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยี วิลสันและปีเตอร์สัน(2002) กล่าวว่า จริงๆแล้ว มานุษยวิทยาเป็นวิชาที่
ใช้ศึกษาการสื่อสารแบบออนไลน์ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คุ้ก(2004) กล่าวว่าการตรวจสอบเทคโนโลยีสมัย
ใหม่ภายใต้บริบทการเมือง สังคม และเศรษฐกิจซึ่งมีข้อมูลข่าวสารและภาพลักษณ์ต่างๆเกิดขึ้น และถูกใช้
ถูกส่งผ่าน และให้ความหมาย การศึกษาเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่ามานุษยวิทยาเหมาะจะใช้ศึกษามิติสังคมของ
เทคโนโลยีสมัใหม่

        คำอธิบายของนักมานุษยวิทยาข้างต้นมิได้ลอกมาจากคนอื่น พวกเขาชี้แนะว่ามานุษยวิทยากำลัง
สนใจเรื่องราวที่กว้างขึ้นกว่าเดิม แต่สิ่งที่เป็นหัวใจหลักของคำอธิบายเหล่านี้คือสภาพของวิชามานุษยวิทยา
ในฐานะเป็นศาสตร์ที่ผลิตความรู้ หากพูดให้ตรงประเด็นมากขึ้นก็คือ คำอธิบายเหล่านี้กำลังนิยามความหมาย
ของมานุษยวิทยาในลักษณะที่เป็น“เอกภาพ” ในตัวเอง ราวกับเป็นพื้นที่ที่อยู่โดดเดี่ยว นักมานุษยวิทยาเหล่า
นี้กำลังนำการทำงานภาคสนามแบบเก่าๆกลับคืนมา (การอธิบายเชิงพรรณนา) และชี้ให้เห็นสภาพรีบด่วนที่จะ
ต้องเยียวยาวัฒนธรรมของผู้คน ในทำนองเดียวกัน นักมานุษยวิทยาเหล่านี้ให้ความสำคัญกับข้อเขียนเชิงชาติ
พันธุ์วรรณนาในฐานะเป็นบทสรุปของความรู้แบบองค์รวม ซึ่งจะอ้างถึง หรือยืนยันว่า “มีอะไรเกิดขึ้น” ใน
วัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากวัตถุทางวัฒนธรรม ข้อเขียนแบบชาติพันธุ์วรรณนา มีการนำ
เสนอความคิดแบบมานุษยวิทยาที่แตกต่างหลากหลาย ซึ่งเป็นแนวทางให้ศึกษาเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่
ด้วยมุมมองแบบเดิมๆ การศึกษาแบบชาติพันธุ์วรรณนาแบบจารีตนิยมถูกใช้เพื่อศึกษารูปแบบปฏิสัมพันธ์ทาง
สังคมในยุคเก่า

        การมาถึงของเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ ทำให้เกิดความหล่อแหลม หลังจากที่เทคโนโลยีสื่อสารยุค
ใหม่เกิดขึ้นมาหลายสิบปี อะไรที่บังคับให้เกิดการพูดซ้ำๆ คำถามคือ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับการสร้างวาทกรรม
ซ้ำรอยเดิมใช่หรือไม่ และไม่มีการเขียนเชิงชาติพันธุ์วรรณนาที่บ่งบอกถึงสภาพความไม่คงที่ ปรวนแปร
ไม่แน่นอน และกระวนกระวายใช่หรือไม่การอธิบายถึงสิ่งนี้และเจตนารมณ์ที่เกิดจากสิ่งนี้ซึ่งมีการอ้างถึงความ
ตั้งใจ และความรู้สึกของผู้เขียนงานชาติพันธุ์วรรณนาจะเป็นเรื่องที่ไร้เดียงสา อย่างไรก็ตาม การที่จะค้นหา
หลักฐานเกี่ยวกับการเขียนงานชาติพันธุ์ที่มีอยู่ในภาพหลอนของวิชามานุษยวิทยาเป็นเรื่องที่ไม่ยากนัก
คำถามที่กล่าวมานั้นเชิญชวนให้เราตั้งคำถามต่อไปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมานุษยวิทยากับวิธีการสร้าง
ความรู้ที่สนใจศึกษาเรื่องการสื่อสารและเทคโนโลยี

        สิ่งที่ผมเสนอในบทความนี้เป็นการสะท้อนความคิดแบบการขุดค้นทางโบราณคดี สะท้อนให้เห็นวิธี
การศึกษาที่ผมเรียกว่า “อุดมคติเชิงภาษาสมัยใหม่ต่อการสื่อสาร” และ สิ่งที่ผมต้องการตั้งคำถามคือข้อยืนยัน
เกี่ยวกับมนุษย์ในฐานะเป็นสัตว์ที่มีการสื่อสาร ผมใช้คำว่า “อุดมคติเชิงภาษา” (linguistic ideology) โดยขอ
ยืมมาจากไมเคิล ซิลเวอร์สตีน (1979,1998) เพื่อชี้ให้เห็นชุดของความเชื่อเกี่ยวกับวิธีการที่ภาษาทำงานอย่าง
ได้ผล โดยจะเน้นให้เห็นระบบการอ้างอิงและวิธีการกล่าวอ้าง เพื่อที่จะทำความเข้าใจลักษณะที่เป็น
“ขอบเขต” ของวิธีการใช้และโครงสร้างของภาษาที่ถูกรับรู้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ จากสิ่งที่ซิลเวอร์เคย
อธิบายไว้ ทำให้รู้ว่าความเชื่อของอุดมคติเชิงภาษามิได้เป็นเพียงทรัพย์สินส่วนตัวของมนุษย์หรือวัฒนธรรม
ซึ่งนักมานุษยวิทยาพยายามศึกษา แต่อุดมคติเชิงภาษายังเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์
 ดังนั้น สิ่งที่ผมเรียกว่า “อุดมคติเชิงภาษาสมัยใหม่ต่อการสื่อสาร” ก็คืออุดมคติเชิงภาษาในแบบเฉพาะที่
จำกัดความรู้ของเรา และอุดมคติแบบนี้ทำให้เกิดรูปแบบและหน้าที่ของการสื่อสารที่น่าจะเป็นไปได้

        ประเด็นสำคัญต่อการสำรวจเรื่องนี้มิใช่การชำระล้างยุทธวิธีที่จะอธิบายวิธีที่วิชามานุษยวิทยานำ
เทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ แต่จะเป็นการมองหาแนวทางมานุษยวิทยาในอนาคตมาใช้เพื่อเป็นตัวแบบสำหรับ
วิพากษ์วิจารณ์ระบบของกีดกันซึ่งเกิดขึ้นและแพร่หลายในคราบของภาวะสมัยใหม่ ทุนนิยมโลก เสรีนิยม
แนวใหม่ หรือพหุลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภายใต้ระบบดังกล่าวนี้ ซึ่งเกิดขึ้นด้วยหน้ากากของการใช้เหตุผล
จะถูกมองว่าเป็นเรื่องของมนุษย์ และการสื่อสารก็เป็นเรื่องจำเป็นพื้นฐาน ในทางกลับกัน กระบวนการสร้าง
อัตลักษณ์ของอารมณ์ที่ใช้เพื่อการสื่อสาร ได้เปลี่ยนไปสู่การแสดงถึงความเป็นมนุษยชาติ หรืออาจเป็นเรื่อง
อารมณ์ของบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นสิ่งสากล เป็นเรื่องมวลชน เป็นจินตนาการ การสื่อสารอาจถูกมองว่าเป็นสิ่ง
ที่อยู่รวมกับสภาพเชิงรูปธรรมและนามธรรมของความคิดแบบเสรีของการเป็นพลเมือง และการได้สิทธิในการ
สร้างอัตลักษณ์ที่ไม่ได้ถูกกำหนด (เช่น เพศชาย คนผิวขาว หรือคนปกติ) ความล้มเหลวที่จะทำให้เกิด
การสื่อสาร มีสาเหตุมาจากถอนสิทธิ์ที่จะไม่สร้างตัวตน หมายถึงการจองจำอยู่ในร่างที่พิศดาร (เช่น ปีศาจ
อสูรกาย หรือพวกแปลกแยกทางเพศ) และการปฏิเสธที่จะไม่รับการคุ้มครองและรับความพอใจจากละคร
ทางการเมือง จากความหลากหลายทางวัฒนธรรม หรือความเข้าใจที่เป็นรูปธรรม

        ประเด็นดังกล่าวนี้ ผมได้ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกาณ์สองเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกัน
 เหตุการณ์แรก คือการสร้างความรู้ในยุคสงครามเย็นที่พูดถึงการสื่อสารและเทคโนโลยี และเหตุการณ์ที่สอง
 คือการสร้างความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ในงานวิจัยทางมานุษยวิทยาในช่วงปัจจุบัน ผมสำรวจ
ประเด็นพื้นฐาน 3 ประการ ได้แก่ 1) สิ่งที่เราเข้าใจกันทั่วไปว่าเป็นส่วนประกอบของการสื่อสาร เป็นสิ่งที่มี
บริบททางประวัติศาสตร์ และเป็น หรือถูกกำหนดขึ้นในช่วงสงครามเย็น 2) การเกิดขึ้นของอุดมคติเชิงภาษา
ต่อการสื่อสารสมัยใหม่ ทำให้สาขาวิชาต่างๆทางมนุษยศาสตร์ เช่นสาขาไซเบอร์เนติกส์ ภาษาศาสตร์
จิตวิเคราะห์ และมานุษยวิทยา ถูกนำมารวมกันบนความเชื่อของการแสวงหาความจริงในแบบของตัวเอง
ศาสตร์เหล่านี้จะดำเนินรอยตามอุดมคติดังกล่าว และถูกควบคุมให้สนองตอบเพื่อจรรโลงและรักษาเอกภาพของ
มนุษย์ สิ่งที่ผมสนใจก็คือการชี้ให้เห็นเจตนารมย์ของนักมานุษยวิทยาที่ต้องการสร้างภาพมนุษย์ให้เป็นสิ่งสูงส่ง
ซึ่งเจตนารมย์นี้จะมีให้เห็นในงานเขียนของมานุษยวิทยาในปัจจุบัน ซึ่งยืนยันความสามารถของมานุษยวิทยาใน
การศึกษาเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ และ 3) ผมเสนอว่าร่องรอยของอุดมคติเชิงภาษาต่อการสื่อสารสมัยใหม่
ภายใต้การวิเคราะห์เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ อาจจะถูกแปลและเปลี่ยนสภาพไปเป็นวัตถุหรือสภาพบางอย่าง
ที่จะทำให้การศึกษาทางมานุษยวิทยามีพลังมากขึ้น

ความเร้นลับและความแปลกพิศดารสมัยใหม่

บทความนี้เป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับการสื่อสารในฐานะเป็นเครื่องหมายเร้นลับของสภาวะสมัยใหม่ ร่องรอย
ของการสื่อสารอาจเรียกว่าเป็น “ของตาย” ของการสื่อสาร สจ๊วต ฮอลล์(1984) เคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้หลาย
แห่งว่าความเป็น “ของตาย” คือ ช่วงเวลา เพราะช่วงเวลาคือสิ่งที่คนเราตระหนักว่ากำลังใช้ความคิดบางอย่าง
สิ่งสำคัญต่อการถามเรื่องนี้ และสิ่งที่ทำให้มานุษยวิทยาภาษาศาสตร์ซึ่งมีพลังมากดำเนินไปตามความคิดเชิง
ภาษาศาสตร์ ล้วนเป็นเรื่องของธรรมชาติวิสัยของการสื่อสารซึ่งเปรียบเสมือนเป็นวิธีการแลกเปลี่ยนความหมาย
และสร้างความเป็นมนุษย์ให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่พูดได้ และเป็นจุดกำเนิดและตัวแสดงของการสื่อสาร

        อย่างไรก็ตาม ถ้าการสื่อสารเป็นเครื่องหมายของภาวะสมัยใหม่แบบลับๆ ดังนั้นการสื่อสารก็เป็นเครื่อง
หมายของความลับของสภาวะสมัยใหม่ด้วย ผมอธิบายความหมายถึงสิ่งนี้ในสองแบบ แบบแรกคือ ทฤษฎี
เกี่ยวกับการสื่อสารและเทคโนโลยีที่พัฒนามาจากโครงการสร้างรหัสลับและนักสืบอาวุธในช่วงสงครามซึ่ง
ถูกดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาการปกปิดซ่อนเร้น การแปรรหัส การถอดรหัส สร้างรหัส หรือควบคุมการสื่อสาร
นับตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1940 จนถึงทศวรรษที่ 1960 ทฤษฎีนี้จะถูกจัดรวมกันในกลุ่มไซเบอร์เนติกส์
แบบที่สอง คือ ปัญหาของการปิดบังตัวตนจากตัวมันเองได้รับความสนใจในช่วงเวลาเดียวกัน โดยการศึกษา
ทางจิตวิเคราะห์และภาษาศาสตร์ พรมแดนของการสร้างความรู้ในช่วงสงครามเย็นเกี่ยวข้องกับคำถามเกี่ยวกับ
ความแปลกพิศดารและความเป็นอื่นของการสื่อสาร กล่าวคือ ในแบบแรกจะเป็นเรื่องของการสื่อสารของพลเมือง
ที่แปลกแยก ซึ่งถูกมองว่าเป็นคนนอกและเป็นศัตรูของประชาธิปไตย

        ในแบบที่สอง มิได้สนใจเรื่องความเป็นอื่น แต่สนใจเรื่องความแปลกประหลาดในตัวเราเอง การศึกษา
เรื่องนี้มิได้มาจากแนวคิดของภาษาศาสตร์ยุคใหม่ที่มองการสื่อสารเปรียบเสมือนข้อกำหนดที่ทำให้เกิดความ
เป็นมนุษย์ แต่มาจากการศึกษาเรื่องนี้มาจากสมมุติฐานเรื่องความเร้นลับ ความแปลกพิศดาร และความปรารถนา
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าไซเบอร์เนติกส์จะทำให้การพัฒนาอุดมการณ์แห่งการสื่อสารสมัยใหม่มีเสถียรภาพมากขึ้น
แต่ทฤษฎีทางภาษาศาสตร์และจิตวิเคราะห์ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างจริงจัง

        ไซเบอร์เนติกส์มักจะถูกมองในชื่อของนอร์เบิร์ต วีเนอร์ (1948) วีเนอร์พัฒนาสิ่งนี้ขึ้นมาโดยร่วมมืออย่าง
ใกล้ชิดกับกลุ่มของนักมานุษยวิทยา นักภาษาศาสตร์ นักชีววิทยา นักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ นักประสาทวิทยา
นักจิตวิทยา และนักวิชาการอื่นๆ (รวมทั้ง มาร์กาเร็ต มี้ดฒ เกรกอรี เบตสัน, และโรมัน จาค็อบสัน) ซึ่งมาพบกัน
ภายใต้การสนับสนุนจากมูลนิธิเมซี การร่วมกันครั้งนี้ไม่ต่างจากโครงการเชิงสหสาขาวิชาอื่นๆที่เกิดขึ้นในช่วง
สงครามเย็น วีเนอร์พยายามนำเรื่องนี้ไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง เพื่อทำให้ไซเบอร์เนติกส์เป็นเครื่องมือสร้าง
สังคมที่มีศีลธรรมซึ่งถูกควบคุมโดยกระบวนการทางสังคม หมายถึงกลุ่มคนที่มารวมตัวกันและแลกเปลี่ยนการ
กระทำซึ่งกันและกัน ในความคิดของวีเนอร์ ระบบสังคมแบบนี้คือองค์กรที่มีลักษณะเป็นปัจเจก มีการรวมตัวกัน
โดยอาศัยการสื่อสาร มีกระบวนการต่อเนื่องของการแลกเปลี่ยนและตอบสนอง จากแนวคิดนี้ทำให้ประชาธิปไตย
สามารถเกิดขึ้นได้และเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการสื่อสาร วีเนอร์เชื่อว่าการสื่อสารเป็นความจริงพื้นฐานที่มีอยู่ใน
สมอง และเป็นแก่นแท้ของมนุษย์ จากแนวคิดเรื่องไซเบอร์เนติกส์ ข้อกำหนดเพื่อการสื่อสารลักษณะนี้จะอธิบาย
ว่ามนุษย์คือมนุษย์ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้เป็นเพื่อความเชื่อส่วนตัวของวีเนอร์

       วีเนอร์กล่าวว่า ปัจเจกบุคคลจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้ภาษา ในฐานะเป็นเครื่องมือที่จะสื่อสารกับคนอื่น
ในระดับการเมืองมหภาค ไซเบอร์เนติกส์จะสร้างมโนภาพของประชาธิปไตย ทั้งส่วนที่เป็นสังคมและคำสอน
การสื่อสารมิได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการติดต่อกับคนอื่นๆ แต่ยังเป็นเครื่องมือของปัจเจกที่ใช้ควบคุมคนอื่น
และแบบแผนทางสังคม ซึ่งมีการต่อสู้กับสิ่งที่ไร้ระเบียบแบบแผน การสื่อสารมิได้เป็นเพียงแก่นแท้ของมนุษย์
เท่านั้น แต่ยังสิ่งจำเป็นที่ถูกกำหนดไว้แล้วสำหรับการจัดระเบียบชีวิต บุคคล และสังคม สำหรับไซเบอร์เนติกส์
การสะท้อนภาพของการต่อสู้ของปัจเจกเพื่อที่จะยืนยัน จัดระเบียบ และแผ่ขยายประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น
โดยไม่จงใจ ถึงแม้ว่าการได้มาถึงประชาธิปไตยจะเสี่ยง แต่เป็นชัยชนะแบบชั่วคราวของการมีชีวิตอยู่บนความ
สงบเรียบร้อยและมีกฎเกณฑ์ ซึ่งพร้อมจะพังทลาย ปั่นป่วน และอลหม่านดังนั้น ความคิดของวีเนอร์เกี่ยวกับ
ไซเบอร์เนติกส์ในฐานะเป็นยุทธวิธีทางการเมือง จะปรากฎให้เห็นชุดความรู้ที่อธิบายถึงข้อจำกัดของการสื่อสาร
ระหว่างปัจเจกบุคคล ซึ่งความรู้นี้จะถูกใช้เพื่อเผชิญหน้ากับความไร้ระเบียบและเผด็จการ โดยการพัฒนา
เทคโนโลยีของความลับและประชาธิปไตย

        เรื่องแต่งเกี่ยวกับไซเบอร์เนติกส์เรื่องแรก ให้ภาพเกี่ยวกับสาธารณะในสังคมอเมริกันช่วงสงครามเย็น
ซึ่งถูกล่อลวงโดยอำนาจของเผด็จการให้กลายเป็นคนป่วยที่เดินละเมอที่อยู่ในสังคมที่บูชาความก้าวหน้า
อย่างคนตาบอด และคนแต่ละคนก็ยึดโยงกันด้วย “ระเบียบที่ลวงตา” วีเนอร์เชื่อว่า มวลชนไม่อาจรับรู้หรือ
ตรวจสอบเครื่องพิสูจน์ความชั่วที่แข่งขันกับหายนะของอำนาจเผด็จการ หายนะมิได้มีแค่ลัทธิคอมมิวนิสต์
หรือความไร้ระเบียบ แต่ยังรวมถึงค่านิยมแบบทุนนิยมที่แพร่หลายซึ่งเปรียบเสมือน “มาตรฐานอเมริกัน”
มาตรฐานนี้คือการผลิตสินค้าจากข้อมูลข่าวสารและความเข้าใจผิดต่อเรื่องธรรมชาติและความจำเป็นของ
การสื่อสารอาจกล่าวได้ว่าส่วนเติมเต็มให้กับแนวคิดไซเบอร์เนติกส์ในสังคมอเมริกัน คือข้อโต้แย้งเกี่ยวกับ
วิธีการที่ทฤษฎีทั้งหลายทำให้ข้อมูลข่าวสารเป็นแก่นแท้ของการสื่อสาร วีเนอร์อธิบายว่านักวิชาการที่ถูก
หลอกล่อจากมายาภาพของข้อมูลข่าวสารจะสนใจแต่เรื่องความหมายของภาษา กล่าวคือ จะมีการค้นหา
ความบริสุทธิ์ของไวยกรณ์ที่ผิดที่ผิดทาง โดยมองข้ามการกระทำที่เกิดขึ้นจริงจากการสื่อสาร เพราะสนใจ
แต่การกระทำที่คิดว่าน่าจะเกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ ความรู้ของการสื่อสารจะเป็นแค่เพียงการเลียนแบบคำพูด
ที่ดูฉลาดที่ไร้ความหมาย

        เพื่อที่จะต่อต้านสิ่งบูชาที่เป็นข้อมูลข่าวสารนี้ วีเนอร์นิยามว่าไซเบอร์เนติกส์เป็น “ทฤษฎีเกี่ยวกับ
เนื้อความ”ด้วยเหตุนี้ทำให้วีเนอร์ไม่สนใจการยั่วยวน แต่สนใจเรื่องรูปแบบ ในเชิงปฏิบัติ เนื้อความจะหมาย
ถึงผลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและจับต้องได้จากเหตุการณ์ที่ตรวจวัดได้ เนื้อความคือรูปแบบหรือแบบแผน
ของระเบียบกฎเกณฑ์ที่บรรจุข้อมูลข่าวสารจากจุดเชื่อต่อของระบบการสื่อสารต่างๆ มนุษย์ก็เป็นจุดเชื่อมต่อ
ประเภทหนึ่งของระบบการสื่อสาร หรือกล่าวอย่างกำปั้นทุบดินก็คือ วีเนอร์คิดว่ามนุษย์คือเครื่องจักรพิเศษที่
สามารถสร้างภาษาได้ วีเนอร์ชี้แนะว่าการทำความเข้าใจและการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ของการสื่อสาร
ต้องพัฒนาแม่พิมพ์ของตัวมนุษย์เสียก่อน เพราะถือว่าเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานของการสื่อสาร วีเนอร์อธิบายว่า
ถ้าเราสร้างเครื่องจักรที่มีโครงสร้างร่างกายเหมือนตัวมนุษย์ออกมาได้ เราก็จะมีเครื่องจักรที่จะที่มีมันสมองซึ่ง
สามารถสร้างมนุษย์ในแบบที่เราต้องการ

        อาจกล่าวได้ว่า การสื่อสารคือการสะท้อนตัวตน หรือเป็นกระบวนการ “สะท้อนกลับ” ของการปรับปรุง
แก้ไข ซึ่งตัวมนุษย์จะเป็นผู้แปลความหมายของสิ่งที่อยู่ในใจไปเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหว และทำให้สิ่งนี้แพร่ไป
สู่มนุษย์คนอื่น เนื้อความหรือสารในฐานะเป็นรูปแบบอย่างหนึ่ง มีหน้าที่ 2 ประการ ประการแรกทำหน้าที่เป็น
ตู้เก็บของ กล่าวคือ เนื้อความจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าข้อมูลข่าวสารหรือความหมายจะถูกเผยแพร่อย่างไร ประการ
ที่สอง ทำหน้าที่เป็นพาหนะของการแปลความหมาย การสะท้อนกลับ และการแลกเปลี่ยน ในแง่นี้เนื้อความ
จะทำหน้าที่เป็นตัวขยายสำนึกของความเป็นมนุษย์ กล่าวคือ จะทำให้การรับเนื้อความจากภายนอกของมนุษย์
มีมากขึ้น เนื่องจากหน้าที่ประการที่สองนี้เป็นสิ่งที่วีเนอร์มองว่าเป็นการผูกโยงมนุษย์เข้ากับโลกซึ่งเป็นจุด
กำเนิดของพลังแห่งชีวิต ด้วยเหตุนี้ วีเนอร์จึงเสนอแนะว่าไซเบอร์เนติกส์อาจจะเทียบได้กับ“ปรัชญาแห่งการ
เติมเต็ม”

        เป้าหมายแห่งการแสวงหาประโยชน์ของไซเบอร์เนติกส์คือการพัฒนาเทคนิคเพื่อการผลิตและสร้าง
นิยามใหม่ให้กับรูปแบบของเนื้อความ ซึ่งถูกมองว่าเป็นทั้งที่บรรจุความหมายและการเติมเต็ม อย่างไรก็ตาม
หากมองจากความคิดของวีเนอร์จะพบว่า ข้อมูลข่าวสารคือสิ่งที่ไร้ระเบียบที่ยังไม่ตกตะกอนซึ่งจะทำให้สิ่ง
ที่มีระเบียบเสื่อมทรามและทำลายความหมายต่างๆ การรับข้อมูลข่าวสารไม่เคยถูกมองว่าอะไรถูกส่งออกไป
ดังนั้น ไซเบอร์เนติกส์จะไม่ค่อยสนใจการส่งสารมากไปกว่าการประเมินจำนวนข้อมูลข่าวสารที่ถูกส่งออกไป
ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความเป็นไปได้ของเนื้อความที่จะเกิดขึ้น ไม่นานมานี้ มีความเขาใจว่าการส่งสารโดยเนื้อความ
เปรียบเสมือนเป็นมาตรการควบคุมข่าวสาร ประเด็นนี้หมายถึงเนื้อความเป็นเพียงช่องทางหนึ่งซึ่งเราสามารถเข้า
ถึงความคิดของคนอื่น จากจุดนี้ทำให้เห็นว่าเนื้อความที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะเป็นตัวนำข้อมูลข่าวสาร
เท่านั้น และมนุษย์ก็ไม่เคยประสบผลสำเร็จที่จะเข้าใจคนอื่นได้โดยตรงและทั่วถึง ดังนั้นการเปิดเผยของไซเบอร์
เนติกส์เกี่ยวกับข้อจำกัดของเนื้อความจะทำให้เกิดความตึงเครียดภายใต้ความคิดเกี่ยวกับกระบวนการสังคมของ
คนแปลกหน้าของประชาธิปไตย และยังบังเกิดแก่การสื่อสารแบบเสมอภาค คนทุกคนจะถูกทำให้เป้าหมาย
ของการติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกันโดยโครงสร้างของการสื่อสาร ในทัศนะแบบไซเบอร์เนติกส์ การสื่อสารจึง
เป็นเรื่องที่ล้มเหลวตลอดเวลา

        การเผยความจริงเกี่ยวกับข้อจำกัดของการสื่อสารดังกล่าวช่วยสร้างวัตถุของความปรารถนาแห่ง
ไซเบอร์เนติกส์กล่าวคือ ความปรารถนานี้คือเนื้อความที่บริสุทธิ์ซึ่งไม่มีการส่งต่อข้อมูลข่าวสาร เนื้อความชนิดนี้
ไม่มีความรู้สึก ไม่มีการแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความคิดกับสิ่งภายนอก เป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่อยู่ภายใน
และส่วนเติมเต็ม การทำความเข้าใจการสื่อสารในแง่นี้ ทำให้เห็นว่าการสื่อสารมิใช่เรื่องความรู้สึกที่ต้องการส่ง
ข่าวสารหรือติดต่อกับคนอื่น เนื้อความแบบบริสุทธิ์จะไม่มีการอ้างที่อยู่ ซึ่งจะเป็นแนวทางของการอ้างตัวตน
ในทางกลับกันการเติมเต็มที่บริสุทธิ์จะไม่มีความรู้สึก ไซเบอร์เนติกส์จะไม่มีการพูดถึงความรู้สึก ข้อมูล
ความหมายความเป็นอื่น ที่อยู่ และอารมณ์ แต่จะสร้างความเร้นลับและทำลายกฎระเบียบ ท้ายที่สุด
การสื่อสารก็จะกลายเป็นการชี้ให้เห็นความต่างระหว่างสิ่งที่ถูกส่งออกไปกับสิ่งที่ถูกรับกลับมา และความต่าง
ระหว่างผู้ส่งและผู้รับ

        วีเนอร์ยอมรับว่าแนวคิดไซเบอร์เนติกส์ทำให้เขาก้าวล้ำเข้าไปสู่อาณาจักรของนิยายวิทยาศาสตร์
เขาเชื่อว่านิยายวิทยาศาสตร์มิใช่เรื่องไร้สาระ แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ จากประเด็นนี้ทำให้วีเนอร์พัฒนาแนว
คิดอีกชุดหนึ่งที่อธิบายอัตลักษณ์ของมนุษย์ ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดเดิมที่เชื่อว่ามนุษย์คือเครื่องจักรและมี
ตัวตนแบบรูปธรรม วีเนอร์ยืนยันว่าตัวตนเชิงกายภาพของปัจเจกมิได้มีอยู่ในวัตถุที่หล่อหลอมให้เกิดมนุษย์
แต่ความเป็นปัจเจกเชิงกายภาพมีลักษณะเป็น “โครงร่าง” มากกว่าเป็น “แท่งหิน” หรือ มีลักษณะเป็นรูปทรง
มากกว่าเป็นวัตถุสสาร กล่าวคือ ตัวตนของมนุษย์คือเนื้อความคำอธิบายต่อไปนี้ วีเนอร์คิดว่าเป็นชัยชนะของ
ไซเบอร์เนติกส์ในการเผยแพร่ความเป็นมนุษย์“การที่จะทำให้สสารที่มีชีวิตคงอยู่ได้มั่นคงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง
ในขณะที่บางส่วนของสสารนั้นค่อยๆถูกทำลายลงไปช้าๆ และค่อยๆเสื่อมสมรรถภาพในการทำงาน ซึ่งในหลาย
กรณีชีวิตจะถูกทำลายลงโดยการเน่าเปื่อยของเนื้อเหยื่อ ความจริงก็คือเราไม่อาจส่งข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบของ
การเป็นมนุษย์จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้ เพราะไม่มีเทคโนโลยีที่จะทำเช่นนี้ แต่ความคิดที่จะทำเรื่องนี้พอ
จะเป็นไปได้”

        สมมุติฐานเกี่ยวกับความปรารถนาของมนุษย์ที่เป็นแก่นแท้เพื่อที่จะสื่อสารและมโนทัศน์ของการสื่อสาร
แบบประชาธิปไตยในฐานะเป็นความสัมพันธ์ของการแลกเปลี่ยนตัวตน ทำให้ไซเบอร์เนิตกส์ตอบสนองต่อความ
คิดเรื่องเสรีภาพสมัยใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อการสร้างจินตนาการเกี่ยวกับการทำลายล้างร่างกายเพื่อให้มี
การสร้างนามธรรมของการสื่อสารที่บริสุทธิ์ กล่าวง่ายๆคือ ไซเบอร์เนติกส์ทำให้ความคิดเกี่ยวกับรูปแบบการเป็น
พลเมืองสมัยใหม่กลายเป็นเรื่องราวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

พินัยกรรมแก่งความตาย

เรื่องแต่งของวีเนอร์ทำให้เกิดแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการวิจารณ์และเสริมแต่ง ความน่าตื่นเต้นในการศึกษาของวี
เนอร์ทำให้เกิดความเชื่อมโยงของข้อโต้แย้งและคำอธิบายจากสาขาวิชาต่างๆอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ข้อโต้แย้งต่างๆได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานในยุคสงครามเย็นที่สนใจเรื่องความมั่นคงของประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าการเขียนของซาเปียร์(1949)ในเรื่องที่ใกล้เคียงกันนี้จะน่าสนใจ แต่ในช่วงสงครามเย็น หน่วยงานต่างๆก็ทำให้เรื่องการสื่อสารและเทคโนโลยีกลายเป็นปมปัญหาสำหรับนักวิชาการหลายคนซึ่งมีอิทธิพลต่อการศึกษามานุษยวิทยา เช่น เลวี่-สเตราส์, อัลเฟร็ด สมิธ,เกรกอรี เบตสัน, มาร์กาเร็ต มี้ด, โธมัส ซีบีค, ชาร์ลส์ ฮ็อคเก็ตต์, เลสลี ไวท์ ,โคลิน เชอร์รี, เอ็ดเวิร์ด ฮอลล์ และคลิฟฟอร์ดเกียร์ต

        ในทศวรรษที่ 1960 แนวคิดพื้นฐานที่ได้มาจากการศึกษาของวีเนอร์เริ่มที่จะชี้นำไปสู่เหตุผลที่มีร่วมกันของสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ตัวอย่างเช่น คำอธิบายของอัลเฟณ้ด สมิธ ในเรื่อง Communication and Culture(1966)สมิธกล่าวว่าสิ่งมีชีวิตมิได้มีแต่การสื่อสาร แต่สิ่งมีชีวิตยังมีสังคมและจรรโลงวัฒนธรรมของตัวเองซึ่งต้องถูกส่งต่อไป ในปีเดียวกัน เกียร์ตนิยาม “มนุษย์” ตามความหมายของมโนทัศน์ของสิ่งเติมเต็มแบบไซเบอร์เนติกส์ กล่าวคือมนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องพึ่งสิ่งภายนอกเพื่อที่จะจัดระเบียบพฤติกรรมของตัวเอง เกียร์ตโต้แย้งว่าวัฒนธรรมเปรียบเสมือนกลไกอย่างหนึ่งที่ใช้ควบคุมพฤติกรรม

        ในประเทศฝรั่งเศส การเกิดขึ้นของสาขาภาษาศาสตร์และจิตวิเคราะห์ ถึงแม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับการกระทำที่เป็นเอกภาพของภาษา และรูปแบบที่ภาษาถูกแสดงออกมา แต่สาขาทั้งสองนี้ก็ทำให้ไซเบอร์เนติกส์ได้รับการพูดถึงอย่างมากอีมิล เบนเวนิสต์ เสนอความคิดเกี่ยวกับ “การล่อลวง” ของไซเบอร์เนติกส์ ฌาคส์ ลาคอง เสนอแนะลูกศิษย์ของตัวเองให้อ่านงานของนอร์เบิร์ต วีเนอร์ และเตือนว่างานของวีเนอร์มีการหลอกลวง การวิจารณ์ “ความเชื่อที่พิศดาร” ซึ่งวีเนอร์อธิบายให้เห็นถึงการส่งตัวตนของมนุษย์ผ่านโทรเลขจากปารีสไปนิวยอร์ค วีเนอร์กล่าวว่าภาพลวงตาและความสับสนคือตัวชี้วัดที่มีประสิทธิภาพที่บอกว่าความคิดเรื่องการสื่อสารต้องถูกจับตามองอย่างรอบคอบการตอบโต้จากภาษาศาสตร์และจิตวิเคราะห์ ถูกชี้แนะโดยข้อวิจารณ์ต่อสมมุติฐานแบบไซเบอร์เนติกส์ ซึ่งอธิบายว่าการสื่อสารเป็นกระบวนการของการแลกเปลี่ยนตามธรรมชาติระหว่างบุคคลสองคน อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่ไม่ถูกท้าทายหลงเหลืออยู่ นั่นคือระเบียบของอุดมการณ์เกี่ยวกับการสื่อสารเชิงภาษา กล่าวคือ การสื่อสารคือความจำเป็นเริ่มแรกสำหรับการมีตัวตนของมนุษย์ ในแนวคิดภาษาศาสตร์ของเบนเวนิสต์ และความคิดเชิงจิตวิทยาของลาคองทำให้ฐานะและคุณสมบัติของการสื่อสารและความเป็นมนุษย์เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แนวทางการวิเคราะห์เชิงภาษาและจิตวิทยาแตกต่างจากแนวไซเบอร์เนติกส์ กล่าวคือ ภาษาและจิตวิทยามองว่าการสื่อสารเป็นวิธีการสร้างแบบแผน ที่อ้างอิง และ สภาพชั่วคราวของตัวตน

        สำหรับเบนเวนิสต์ มองว่าการสื่อสารคือปัญหา ซึ่งภาษาจะถูกใช้เป็นเครื่องมือที่จะแก้ปัญหา และภาษาก็มิใช่เครื่องมือของภาษา ภาษาจะทำหน้าที่จัดระเบียบการสื่อสารโดยอาศัย “รูปแบบ” ที่ไม่หยุดนิ่งและว่างเปล่า ซึ่งจะไม่พูดถึง“ความจริง” หรือ ตำแหน่งแห่งที่ของเวลาและสถานที่ อย่างไรก็ตาม รูปแบบนี้กลายเป็น “ความสมบูรณ์” เมื่อผู้พูดแนะนำตัวเองกับคนอื่น หรืออาจกล่าวได้ว่ารูปแบบนี้ทำให้การเปลี่ยนเชิงความคิดของภาษากลายเป็นคำพูด โดยการพูดว่า “ฉัน”ซึ่งเป็นการสร้างตัวตน ดังนั้นคำว่า “ฉัน” เป็นคำที่มีเอกภาพแต่เป็นเครื่องหมายที่ไม่ตายตัว เป็นแค่เพียงคำพูดที่ยกขึ้นมาอ้าง การเกิดคำว่า “ฉัน” ในวาทกรรมทำให้เห็นสภาพชั่วคราวของตัวตนในฐานะเป็นสิ่งของปัจจุบัน เบนเวนิสต์เรียกว่าสิ่งนี้ว่า “สภาพปัจจุบันที่เป็นนิรันดร” ซึ่งทำให้เกิดการสร้างอดีตและปัจจุบันซ้ำไปซ้ำมา

        เนื่องจาก คำว่า “ฉัน” คือ ความไม่คงที่ ซึ่งเป็นคำอธิบายของเบนเวนิสต์ที่ยืมมาจากจาค็อบสัน(1971) และเจสเปอร์เซ่น(1923) คำว่า “ฉัน” เป็นคำพูดชั่วขณะที่มีลักษณะเป็นคำโต้แย้งในที เบนเวนิสต์อธิบายความคิดเกี่ยวกับการใช้คำแทนที่ว่าเป็นสภาพของคำพูดที่เป็นตัวแทนของ “บุคคล” เพื่อที่จะบ่งชี้ว่า “ฉัน” จะกลายเป็น “คุณ” เมื่อมีการพูดถึงคนอื่นซึ่งจะพูดว่า “ฉัน” ตอบโต้กลับมา คำว่า “ฉัน” จึงหมายถึงการมีอยู่ของคนอื่นซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสิ่งที่อยู่ภายนอก “ตัวฉัน” และกลายเป็นสภาพสะท้อนความเป็นตัวฉัน ความคิดดังกล่าวนี้อธิบายให้เห็นการสร้างตัวตนโดยใช้คนอื่นเป็นตัวแทน ตัวตนจะถูกแทนที่ด้วยกระบวนการนี้โดยการสร้างคำว่า “คุณ” ขึ้นภายนอกและ “คุณ” ก็จะกลายเป็นสิ่งที่อยู่รวมกับคำว่า “ฉัน” ความคาดหวังว่า “คุณ” จะกลายเป็น “ฉัน” ทำให้สภาพของ “คุณ” กลายเป็นเรื่องที่ยังไม่เกิด อาจกล่าวได้ว่าสิ่งสำคัญอยู่ที่กระบวนการซึ่งตัวตนของปัจจุบันจะถูกแพร่กระจายออกไปโดยอาศัยสภาพอนาคตของผู้อื่นแบบแผนของสิ่งนี้ตอบสนองต่อความเชื่อของวีเนอร์ในเรื่องการสื่อสาร เช่น ตัวตนหรือ “ฉัน” ไม่ใช่พื้นที่ของการสื่อสารที่ง่ายๆ มิใช่การแลกเปลี่ยนระหว่างตัวตนสองตัวตน แต่การสื่อสารคือโอกาสที่จะปลดปล่อยตัวตนออกไปในฐานะเป็นคนอื่นภายใต้สภาพที่ไม่คงที่ของการอ้างอิง ความเข้าใจเนื้อความหรือเนื้อสาร คือรูปแบบที่มีการแลกเปลี่ยนในการสื่อสารซึ่งเกิดขึ้นเป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการสื่อสาร ในทางกลับกัน ตัวตนจะถูกสร้างขึ้นในปัจจุบันโดยสิ่งที่อยู่ภายนอกและยังมาไม่ถึง ซึ่งจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับตัวตนและจะปรากฏเป็นส่วนเติมเต็มของตัวตน

        ลาคอง ทำให้แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการสื่อสารของเบนเวนิสต์เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม ลาคองก็ใช้แนวคิดของวีเนอร์เห็นได้จากการสอนของลาคองในช่วงปี ค.ศ.1953-1960 การศึกษาของลาคองในช่วงนี้เกี่ยวข้องกับการวิจารณ์พลังวิเศษของไซเบอร์เนติกส์เกี่ยวกับการจัดระเบียบและการสร้างมนุษย์ยุคใหม่ ในเวลาเดียวกัน ลาคองก็รับความคิดหลายอย่างของวีเนอร์มาใช้และเปลี่ยนเป็นนวนิยาย เช่น ความเป็นอมนุษย์ของมนุษย์ และการอธิบายถึงสัญลักษณ์ว่าเป็นเครื่องจักร

         การวิเคราะห์ของลาคองเหมือนกับวีเนอร์ ซึ่งเริ่มด้วยการตั้งสมมุติฐานถึงโลกของความปรารถนา ซึ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด อย่างไรก็ตาม ความปรารถนานี้มิใช่แรงขับของการสื่อสารแบบไซเบอร์เนติกส์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นแก่นของชีวิต และมิใช่ความต้องการเชิงวัตถุวิสัย แต่ความปรารถนานี้หมายถึงความต้องการของคนอื่น “คนอื่น” มิใช่ “คุณ” ในแบบที่เบนเวนิสต์ตีความ ถึงแม้จะมีความคล้ายกันบ้างในเรื่องของการที่คนอื่นเป็นสิ่งภายนอก แต่คนอื่นในความคิดของลาคองคือ“คนอื่นที่มิใช่ตัวเรา” ลาคองเรียกว่า “คนแปลกหน้าคนแรก” หรือเป็นสิ่งที่แปลกไปจากตัวฉัน ถึงแม้ว่ามันจะอยู่ในตัวฉันก็ตาม คำว่า “เป็นของ” ในประโยคที่ว่า “ความปรารถนาของคนอื่น” บอกให้เห็นว่าความปรารถนาคือความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งที่ตายไปแล้ว ซึ่งจะถูกแสดงออกมาเป็นรูปแบบที่ปกปิด หรือละทิ้งไว้ซึ่งซ่อนอยู่ในตัวตน ลาคองอธิบายว่า การละทิ้งดังกล่าวนี้คือการไม่พูด การไม่อ้างอิงสถานที่ที่ตัวตนดำรงอยู่ ตัวตนจะปรากฎให้เห็นในฐานะเป็นตัวแทนของการละ
ทิ้งดังกล่าวนี้

        ในความคิดของลาคอง ความปรารถนาแห่งความตายคือกฎเกณฑ์ของการสร้างแนวคิดเชิงมนุษยนิยมสมัยใหม่เพื่อที่จะนิยามความหมายของตัวตนโดยสร้างภาพลักษณ์ของร่างกายที่ครบสมบูรณ์ เนื่องจากหลักฐานของการมีตัวตนในระบบของการสร้างวัตถุ สิ่งที่เรียกว่าองค์รวมและการแยกตัวจะทำหน้าที่เพียงปิดบังความรู้สึกของตัวตนเกี่ยวกับการไม่มียั่วยวนกับการสะท้อนภาพลักษณ์ตัวตนซึ่งจะกลายเป็นคนอื่น ตัวตนทางจิตจะถูกควบคุมเพื่อที่จะมองดูตัวเองด้วยความลุ่มหลงและความก้าวร้าวที่ไม่คงที่ ดังนั้น ลาคองจึงเสนอแนวการวิเคราะห์ความคิดระหว่างสิ่งที่เป็นรูปธรรมกับสิ่งที่เป็นนามธรรมของรูปแบบพลเมืองยุคใหม่ เนื่องจาก “การควบคุม” ที่เกิดขึ้นในโครงสร้างของการไม่รู้ การลุ่มหลง และความ
ก้าวร้าว มนุษย์ยุคใหม่จะต้องใช้ตัวเองเป็นที่ระบาย ตัวเองจะอยู่ในฐานะของร่างกายที่จะล่วงล้ำมิได้ ในขณะที่สร้างจินตนาการว่าร่างกายถูกทำลายไปหมดสิ้นแล้ว

        สำหรับลาคอง “ตัวตนของสิ่งไม่มีตัวตน” คือการที่ “ฉัน” ถูกทำให้มีตัวตนจริง แนวคิดดังกล่าวนี้ทำให้การมีอยู่ของ“ฉัน”ตามความเชื่อของเบนวีนิสต์มีความสำคัญในวาทกรรม ตัวอย่างเช่น ถึงแม้ว่าเบนวีนิสต์จะชี้แนะว่าตัวตนมิใช่รากเหง้าของการสื่อสาร ซึ่งต่อมาลาคองได้นำความคิดนี้ไปอธิบายเพื่อยืนยันว่า “คนอื่น” คือสิ่งที่มีอยู่ในการพูด ลาคองกล่าวว่าตัวตนมิได้พูดแต่มันจะ “ถูกพูด” กล่าวคือตัวตนไม่รู้ว่ามันกำลังพูดอะไร ลาคองคล้อยตามความคิดของวีเนอร์และมีอารมณ์ขัน ลาคองโต้แย้งว่าตัวตนคือเนื้อความ อย่างไรก็ตาม ตัวตนลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับเนื้อความที่ถูกสื่อสารออกมา มิใช่เป็นตัวแทนของผู้ส่งสาร เนื้อความจะถูกเขียนในความคิด และตัวตนก็จะมีอยู่ในเนื้อความที่ถูกถ่ายทอดออกมา ตัวตนจะไม่รู้ว่าเนื้อความมีความหมายอย่างไร และถูกเขียนด้วยภาษาอะไร ไม่รู้ว่ามีอะไรที่เกิดขึ้นในสมองในขณะที่หลับอยู่ เนื้อความที่ถูกถ่ายทอดออกมานี้ ถูกส่งไปโดยคนอื่น เป็นเนื้อความที่เขียนเป็นพินัยกรรมที่ลงโทษตัวตนให้ถึงแก่ความตาย ลองนึกภาพความปรารถนาในมิติของการคาดเดาของคนอื่นซึ่งแยกจากตัวตนโดยมีภาษาเป็นกำแพงแบ่งเขต ลางคองชี้ให้เห็นว่าการสื่อสารมิใช่เครื่องหมายตามธรรมชาติของชีวิต มิใช่การหยั่งรู้ และสติปัญญา แต่การสื่อสารเป็นวาทกรรมที่เข้าใจไม่ได้และแสดงออกไม่ได้ ซึ่งเปรีบเสมือนความตายที่ช่วยจรรโลงชีวิตให้ดำรงอยู่ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างนี้อาจมองได้ว่าเป็นการแปลงร่างความคิดของวีเนอร์เกี่ยวกับความเป็นไปไม่ได้ของการสื่อสาร และความปรารถนาแบบไซเบอร์เนติกส์เพื่อทำให้ชีวิตมนุษย์กลายเป็น “อมนุษย์” ด้วยเหตุนี้ทำให้การวิเคราะห์แบบลาคองมองการสื่อสารจากมิติโครงสร้างขนาดใหญ่ของการไม่รู้ซึ่งตัวตนยังคงเป็นสิ่งเร้นลับในตัวเอง

        การศึกษาของมาร์แชล แม็คลูฮาน อาจเทียบเคียงได้กับการศึกษาแนวจิตวิเคราะห์ ภาษาศาสตร์ และไซเบอร์เนติกส์ งานศึกษาของแม็คลูฮานคล้ายกับลาคอง โดยมีการนำความคิดของวีเนอร์มาใช้ แต่ที่ต่างจากลาคองก็คือ แม็คลูฮานวิจารณ์ “มนุษย์ตะวันตก” ในแง่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างชาติและอาณานิคม
แม็คลูฮานเห็นด้วยกับข้อวิจารณ์ของไซเบอร์เนติกส์เกี่ยวกับการสร้างอำนาจวิเศษของความหมาย โดยกล่าวว่า
ความหมายเปรียบเสมือนก้อนเหนือที่หัวขโมยนำไปล่อให้หมาติดกับ แม็คลูฮานย้ำว่าเนื้อความที่สื่อออกมาเปรียบเสมือนรูปแบบ เครื่องมือที่เป็นพาหะให้กับการสื่อสาร และเป็นส่วนเติมเต็ม อย่างไรก็ตาม แม็คลูฮานวิจารณ์ว่าเนื้อความคือลำดับขั้นของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ และความหมายคือสิ่งที่เนื้อความต้องการสื่อ แม็คลูฮานไม่เชื่อว่าเนื้อความจะเป็นของบริสุทธิ์ แต่เชื่อว่าเนื้อความถูกสร้างมาอย่างไร้จุดหมายเหมือนกับพาหะที่ทำให้เกิดการสื่อสาร หรืออาจกล่าวได้ว่าพาหะคือเนื้อความ

        แม็คลูฮานเปลี่ยนความสนใจจากการแสวงหาความจริงของทฤษฎีที่นำไปสร้างเทคโนโลยีเพื่อให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ ไปสู่การประเมินผลกระทบทางจิตและสังคมของเทคโนโลยีการสื่อสาร ท่ามกลางผลกระทบมากมายนี้คือสิ่งที่วีเนอร์เชื่อว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เช่น พื้นที่ เวลา ภาษา และการแบ่งแยกและเข้าใจว่าพื้นที่ เวลา และภาษาเป็นสิ่งที่แยกจากกันและเกิดเป็นลำดับขั้น นอกจากแม็คลูฮานจะวิจารณ์แนวคิดเรื่องชุมชน ชาตินิยม และความเป็นชาติแล้ว เขายังวิจารณ์เรื่องเหตุผล การสร้างเหตุผล และมนุษย์ที่มีอารยะที่สร้างภาพลักษณ์ของตัวตนขึ้นมา แม็คลูฮานโต้แย้งว่าสิ่งเหล่านี้คือผลผลิตของเทคโนโลยีการพิมพ์ หรือเป็นของขวัญจากกัตเท็นเบิร์ก จากความคิดของแม็คลูฮานทำให้รู้ว่าเนื้อความคือส่วนขยายของความเป็นมนุษย์ ซึ่งมิได้เกิดขึ้นเพื่อส่งต่อข่าวสาร แต่เกิดขึ้นเพื่อสร้างมนุษย์ตะวันตกที่เป็นผลผลิตของเทคโนโลยีการสื่อสาร

        ประเด็นก็คือ “เขา” ถูกควบคุมให้ลืมเลือน เพราะส่วนต่อขยายของความเป็น “มนุษย์” คือการผ่าตัดตัวตนที่จะปิดกั้นมิให้เกิดการระลึกรู้ถึงตัวตน ในทางกลับกัน การคิดว่าตัวตนคือสิ่งที่ถูกล่อลวงโดยภาพลักษณ์ของคนอื่น จะทำให้มนุษย์แสวงหาเทคโนโลยีและนำตัวเองไปรวมกับเทคโนโลยีในฐานะเป็น “servomechanism” จากแนวคิดนี้ทำให้แม็คลูฮานอธิบายความคิดของวีเนอร์อีกแบบหนึ่ง คือเชื่อว่าเครื่องจักรจะเป็นตัวสร้างอวัยวะให้กับมนุษย์ แม็คลูฮานอธิบายว่าเมื่อมนุษย์ใช้เทคโนโลยีจะถูกเทคโนโลยีเปลี่ยนสภาพไป สิ่งที่ตามมาคือมนุษย์จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการแปรสภาพ มนุษย์จะกลายเป็นอวัยวะทางเพศของเครื่องจักรกล

        อาจกล่าวได้ว่า การสื่อสารจะช่วยให้ปัจเจกบุคคลเข้าถึงคนอื่นๆ ในความคิดของแม็ลูฮานเชื่อว่าสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นคำพูดจนถึงคอมพิวเตอร์ คือการกระทำที่แยกมนุษย์ออกจากกัน ยิ่งกว่านั้น แม็คลูฮานยังโต้แย้งในทำนองเดียวกับเบนวีนิสต์และลาคอง ว่าภาษาคือเทคโนโลยีที่แบ่งแยกตัวตนที่อยู่ในมนุษย์ อย่างไรก็ตาม แม็คลูฮานเชื่อว่าระบบการไม่รับรู้ถึงตัวตนมิใช่ผลผลิตของโครงสร้างของตัวตน แต่เป็นผลมาจากกระบวนการเพิ่มเทคโนโลยีการสื่อสารของอำนาจตะวันตก อาจกล่าวได้ว่า แม็คลูฮานมองภาพอนาคตของมนุษยชาติว่าเป็นการย้อนกลับไปสู่ยุคอดีตในช่วงที่มนุษย์เริ่มมีตัวหนังสือ แม็คลูฮานชี้ให้เห็นสภาพสังคมแบบเผ่าของมนุษยชาติโดยอธิบายถึงการสื่อสารที่ผ่านทางภาษาและร่างกาย รวมทั้ง การหายไปของเวลาและพื้นที่ (เวลาในฐานะเป็นสิ่งที่ถูกตรวจวัดด้วยสายตาและมีลำดับ พื้นที่เปรียบเสมือนขอบเขตที่ชัดเจนและมีรูปแบบ) การขยายขอบเขตและการจัดระเบียบอารมณ์ที่ปั่นป่วนของไซเบอร์เนติกส์
ทำให้การสื่อสารแบบบริสุทธิ์เกิดขึ้นไม่ได้ กล่าวคือจะไม่มีสภาพของการไม่มีคำพูดซึ่งก่อให้เกิดความกลมเกลียวและสงบสุข

การเผชิญหน้าตัวต่อตัว

ในหัวข้อนี้ จะพูดถึงประเด็นที่สองในการสำรวจเชิงโบราณคดี ซึ่งเป็นการสร้างความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสารภายใต้โครงการวิจัยทางมานุษยวิทยา การสำรวจทางโบราณคดีหากมองผิวเผินจะเห็นว่าเป็นการนำความถูกต้องของงานเขียนชาติพันธุ์ไปสู่การศึกษาเรื่องใหม่ ตัวอย่างเช่น แดเนียล มิลเลอร์ และดอน สเลเตอร์ ทั้งสองคนนี้มีบทบาทสำคัญต่อการนำวิธีการศึกษาทางมานุษยวิทยาแบบเก่าเพื่อไปศึกษาอินเตอร์เน็ต ทั้งมิลเลอร์และสเลเตอร์มองว่าสิ่งที่เขาศึกษาเป็นตัวแทนของคัมภีร์ของการแสวงหาความจริงตามแนวทางมานุษยวิทยาแบบเก่า ซึ่งตรงข้ามกับวิธีการศึกษาเชิงมานุษยวิทยาที่สนใจพื้นที่ที่ซับซ้อนและวิธีการศึกษาภาคสนามที่สาขาอื่นหยิบยืมไปใช้ เช่น สาขา cultural studies มิลเลอร์และสเลเตอร์เชื่อว่าอินเตอร์เน็ตเป็นการตอกย้ำถึงการศึกษาแบบองค์รวมในแบบมานุษยวิทยารุ่นเก่า สิ่งที่มิลเลอร์และสเลเตอร์เชื่อมั่นมีลักษณะเป็นความคิดแบบอนุรักษ์นิยม หรือล้าสมัย ซึ่งทำให้เห็นว่าการศึกษาเชิงชาติพันธุ์วรรณาแบบเก่าจะทำให้นักมานุษยวิทยาสร้างคำอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ได้โดยวิธีการที่ปลอดภัย

         การตอบสนองต่อเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ คำว่า “ใหม่” ในการศึกษาของมิลเลอร์และสเลเตอร์ จะถูกเปลี่ยนไปเป็นตัวสร้างความหมายของความจำเป็นที่ต้องมีการศึกษาแบบชาติพันธุ์วรรณนา และการยกย่องความรู้สึกแบบมานุษยวิทยาเพื่อที่จะใช้แปล สื่อความ แสดงให้เห็นประสบการณ์ของมนุษย์ในโลกทางวัฒนธรรมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป การศึกษาของมิลเลอร์และสเลเตอร์เป็นตัวแทนของมานุษยวิทยาแบบเก่า ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตของการแสวงหาความจริง มีการใช้ความรู้จากสหสาขาวิชา สนใจเรื่องโลกาภิวัตน์ การเปลี่ยนแปลงระเบียบโลก และความไม่ลงรอยของอารยธรรมต่างๆซึ่งทำให้การศึกษาของมิลเลอร์และสเลเตอร์เป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นการเข้ามาแทนของสิ่งใหม่บนสิ่งเก่าที่น่าอันตราย แนวคิดของมิลเลอร์และสเลเตอร์เกี่ยวกับการเขียนงานทางมานุษยวิทยาเป็นเรื่องที่ประหลาดที่พยายามยกย่องการศึกษาแบบจารีตประเพณี อย่างไรก็ตาม การศึกษาของทั้งคู่มีความเกี่ยวข้อง สำรวจ และชี้ให้เห็นข้อจำกัดของกฎระเบียบเกี่ยวกับการสร้างแบบแผน ซึ่งเอื้อให้การศึกษาทางชาติพันธุ์วรรณนาถูกนำไปใช้ศึกษาเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ คำถามหลายคำถามอาจจะทำให้เห็นลักษณะของกฎระเบียบเหล่านี้ เช่น การไม่ยืนยันเกี่ยวกับความใหม่และฐานะของวิชามานุษยวิทยาจะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ก็ต่อเมื่ออธิบายสิ่งนี้ต่อผู้ที่เชื่อในจารีตประเพณีใช่หรือไม่ โครงทางมานุษยวิทยาไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการศึกษาแบบเดิม ถ้าต้องการนิยามการศึกษาทางชาติพันธุ์วรรณนาที่ต่างไปจากเดิม ไม่ว่าการศึกษาจะเป็นแบบองค์รวม ท้องถิ่น หรือพื้นที่ที่ซับซ้อน หรือถ้าการศึกษาแบบเดิมจะทำให้มานุษยวิทยาเป็นเอกภาพในปัจจุบันโดยมีภาพของการศึกษาในอดีตยังคงอยู่ ใช่หรือไม่ หากถามอีกแนวหนึ่ง เช่น ถามว่าอาจมิใช่นักมานุษยวิทยาที่ศึกษาด้วยวิธีทางชาติพันธุ์วรรณนาใช่หรือไม่ งานทางชาติพันธุ์วรรณาบางเรื่องอาจไม่เหมือนของเดิมใช่หรือไม่ ในทางกลับกัน คำว่างานชาติพันธุ์วรรณนาแบบจารีตประเพณีอาจจะมิใช่คำที่พูดเกินไปใช่หรือไม่

        ประการแรก อาจจะดีถ้าแบ่งแยกว่าอะไรคืองานชาติพันธุ์วรรณนาแบบจารีตที่มีการนำไปใช้เพื่อศึกษาเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ ข้อเสนอของผมก็คือการศึกษาทางชาติพันธุ์วรรณนา ทำให้เกิดการคัดลอกส่วนประกอบทางความคิดของการสื่อสารโดยผ่านภาษา ซึ่งเกิดขึ้นในยุคสงครามเย็นสมัยใหม่ ผลที่ตามมาคือ งานชาติพันธุ์วรรณนาแบบจารีตไม่ต่างอะไรกับการศึกษาไซเบอร์เนติกส์ ภาษาศาสตร์ และจิตวิทยาซึ่งเป็นตัวแทนของวาทกรรมกระแสหลักเกี่ยวกับหน้าที่ของอุดมการณ์ซึ่งการสื่อสารเป็นข้อบังคับและสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรร์ ในการโต้แย้งเรื่องนี้ ผมต้องชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ของโครงการทางมานุษยวิทยาในช่วงหลังสงครามเย็นกับโครงการไซเบอร์เนติกส์ ภาษาศาสตร์ และจิตวิทยาซึ่งเกิดในยุคสงครามเย็น รวมทั้งความสัมพันธ์กับ “ขีดจำกัดของการรับรู้” ของความคิดทางภาษาศาสตร์สมัยใหม่วาทกรรมกระแสหลักเกี่ยวกับการสื่อสารคือกิจกรรมที่เป็นสัญญาณเตือนว่ารูปแบบจะถูกตีความอย่างไร ในขณะที่มีการสื่อสาร การตีความมักจะขัดแย้งกับจุดประสงค์ของผู้สร้างรูปแบบ การตีความจะเป็นตัวแทนของวาทกรรมเชิงจริยธรรมซึ่งอธิบายว่าอะไรควรจะเป็นการสื่อสาร และอะไรควรจะเป็นความรู้จากการสื่อสาร ซิลเวอร์สตีนกล่าวว่าเรื่องแต่งจะแสดงให้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์ของการใช้ภาษา เรื่องแต่งคือวาทกรรมเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆที่มองเห็นได้ เมื่อการศึกษาทางชาติพันธุ์วรรณนาหันมาสนใจเรื่องใหม่ที่ต่างจากเดิม และหันมาศึกษาเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ “การศึกษาชาติพันธุ์วรรณนาแบบจารีต” จะเป็นตัวแทนของวาทกรรมกระแสหลักทันที ต่อไปนี้ ผมจะจำกัดขอบเขตการโต้เถียงของตัวเองให้อยู่กับเรื่องของวาทกรรมทางมานุษยวิทยาซึ่งทำให้เกิดเรื่องแต่งที่มีเหตุการณ์ของภาษาแต่จะไม่โต้แย้งถึงเจตนารมย์ของการศึกษาเหล่านั้น เมื่อวาทกรรมทางมานุษยวิทยาทำให้เกิดเรื่องแต่ง จะทำให้มานุษยวิทยาเกี่ยวข้องกับการไหล่เวียนของการอ้างอิงและการยืนยันความจริงซึ่งเป็นแบบฉบับของอุดมการณ์ของการสื่อสารทางภาษาสมัยใหม่

        วิธีหนึ่งที่จะเข้าใจสิ่งพิเศษนี้คือการตรวจสอบวิธีการที่วาทกรรมของงานชาติพันธุ์วรรณนาพึ่งพิงกับแนวทางอ้างอิงเชิงภาษาและการอธิบายว่าเทคโนโลยีสื่อสารแบบใหม่จะช่วยให้ตัวตนของมนุษย์สมบูรณ์มากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อมีการพูดถึงโทรศัพท์ การส่งข้อความ โทรทัศน์ หรืออินเตอร์เน็ต งานเขียนทางมานุษยวิทยาที่อธิบายเรื่องนี้จะชี้ให้เห็นเทคโนโลยีสื่อสารแบบใหม่ในฐานะเป็นเครื่องมือเฉพาะที่ช่วยให้บุคคลมีสังคมที่กว้างขึ้น (เช่น สังคมระดับชาติ นานาชาติหรือข้ามแดน) และยังทำให้การสื่อสารของท้องถิ่นพบกับโลกภายนอก การมีอยู่ของงานเขียนชาติพันธุ์วรรณนามีข้อจำกัดในการวิจารณ์ทั้งในแง่สภาพแวดล้อมและระดับของการวิจารณ์ งานเขียนทางชาติพันธุ์กำลังเป็นตัวแทนของคำอธิบายที่สนับสนุนแนวคิดของแอนเดอร์สันเกี่ยวกับชุมชนในจินตนาการ ซึ่งสภาพจิตใจของสมาชิกในชุมชนคือจิตใจที่โดดเดี่ยว และมีชีวิตอยู่ด้วยภาพฝันเกี่ยวกับชุมชน

        วาทกรรมของงานเขียนชาติพันธุ์เรียกร้องให้มีการสร้างภาพของมนุษย์ในฐานะเป็นการอ้างอิงเชิงเปรียเบทียบสำหรับการอธิบายต่างๆ อย่างไรก็ตามการเสนอภาพของมนุษย์จะเกิดขึ้นเพียงหน้าตาของการสื่อสารแบบ “ตัวต่อตัว” ตัวอย่างเช่น การศึกษาชุมชนดนตรีบนอินเตอร์เน็ตของเรเน่ ไลสลอฟฟ์(2003) อธิบายว่าชุมชนบนอินเตอร์เน็ตช่วยปลดปล่อยกฎระเบียบจากโลกที่เป็นจริง หรือรู้จักในนามชุมชนเสมือนจริงซึ่งมิได้มีบนโลกทางภูมิศาสตร์หรือคนพบหน้ากันแบบตัวต่อตัว การศึกษาของพอล ลีโอนาร์ดี(2003) อธิบายว่าทำไมโทรศัพท์มือถือจึงได้รับความนิยม เพราะช่วยให้บุคคลสามารถสื่อสารกับคนอื่นๆโดยไม่ต้องพบหน้ากัน การศึกษาของจอช บาร์เกอร์ (2003) อธิบายว่าโทรศัพท์ไร้สายในอินโดนีเซียเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงการสื่อสารแบบเดิมที่เกิดในชุมชนให้เป็นการสื่อสารที่กว้างไกลไปถึงพื้นที่อื่นๆทำให้เกิดการติดต่อแบบใหม่ที่คนแต่ละคนไม่ต้องมาพบหน้ากัน

        ภายใต้ตรรกะของการเขียนงานทางชาติพันธุ์แบบจารีต การแยกเทคโนโลยีสมัยใหม่ออกจากการสื่อสารแบบพบหน้าตัวต่อตัว มีประเด็นสำคัญ 2 ประการ ประการแรก ทำให้ความรู้จากการอ้างวาทกรรมกระแสหลักเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์และยืนยันถึงการแสวงหาความรู้ทางมานุษยวิทยา การอธิบายเชิงเปรียบเทียบนี้ทำให้เกิดการอ้างว่าเทคโนโลยีการสื่อสารแบบใหม่จะทำให้ล้นระยะทางและไม่เสียเวลา ทำให้ข้อจำกัดแบบเก่าๆหายไป (เช่น ชนชั้น เชื้อชาติ เพศสภาพ และอายุ)และทำให้เกิดความสัมพันธ์หรือความเชื่อมโยงใหม่ และความเป็นไปได้ที่จะเกิดชุมชนแบบใหม่ (เช่นชุมชนจินตนาการ)อีโต้ (2005) เคยอธิบายว่าโทรศัพท์มือถือของวัยรุ่นญี่ปุ่นเป็นการปฏิวัติแรงบีบคั้นที่เกิดจากพื้นที่และเวลาของวัยรุ่นที่อยู่บ้าน เพราะโทรศัพท์มือถือทำให้วันรุ่นสื่อสารกับคนอื่นมีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องควบคุม สิ่งนี้ทำให้วัยรุ่นได้พบเจอกันโดยไม่มีอุปสรรค

        อีกประการหนึ่ง การอธิบายว่าการติดต่อแบบเห็นหน้าต่างจากแบบใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เกิดการยืนยันเกี่ยวกับการเปรียบเทียบระหว่างของเก่าและของใหม่ (เช่น ส่วนเต็มเติมของเทคโนโลยี กับ การติดต่อแบบเห็นหน้า) การยืนยันนี้ทำให้เข้าใจว่าการศึกษาแบบชาติพันธุ์วรรณนาแนวจารีตมีไว้สำหรับการอธิบาย และทำนายความสับสนเกี่ยวกับระเบียบวิธีของการศึกษาที่ใช้อธิบายปฏิสัมพันธ์แบบพบเห็นหน้า ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะที่จะใช้ศึกษากับสิ่งที่ใช้วิธีคิดที่ต่างออกไป วิธีศึกษาแบบนี้ งานชาติพันธุ์วรรณนามิได้อธิบายแต่สิ่งที่ถูกศึกษาเท่านั้น แต่ยังตรวจสอบวิธีการสื่อสารซึ่งมีบางสิ่งที่จับต้องได้เป็นตัวสร้างความหมาย หรือเป็นพื้นที่ของการต่อรองเพื่อสร้างความหมาย วิธีการแบบชาติพันธุ์วรรณนาไม่เหมือนกับความคิดของวีเนอร์, เบนวีนิสต์, ลาคอง และแม็คลูฮาน แต่วิธีการชาติพันธุ์วรรณนาเป็นวิธีที่ใช้ศึกษาความหมายในฐานะที่เป็นเรื่องราว เป็นวัตถุ และผลที่เกิดจากการสื่อสาร วิธีการศึกษาแบบชาติพันธุ์วรรณนาตามจารีตมิได้เกิดจากการสื่อสารลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรือเงื่อนไขที่ตายตัวของการติดต่อแบบพบเห็นหน้า แต่วิธีการนี้เกิดจากความตั้งใจที่จะอธิบายความหมายหรือ ข้อมูลและภาพลักษณ์ ซึ่งเทคโนโลยีสื่อสารจะถูกนำมาใช้โดยบุคคล ดังนั้นชาติพันธุ์วรรณนาจึงเป็นตัวแทนของการสื่อสาร หรือเทคโนโลยีสื่อสารแบบใหม่ ในมิติเดียวกับความคิดของวีเนอร์เรื่องไซเบอร์เนติกส์ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวตนกับสิ่งอ้างอิง และ ผู้ส่งกับผู้รับสาร กล่าวคือบุคคลจะเป็นสิ่งที่มีอยู่ได้ด้วยตัวเอง และทำหน้าที่ส่งข้อมูลข่าวสารที่บรรจุความหมายต่างๆไว้ และบุคคลก็มีตัวตนภายในที่ตรงข้ามกับตัวตนของคนอื่นซึ่งจะทำหน้าที่รับสาร และมีบางสิ่งบางอย่างเหมือนกับผู้ส่งสาร

        สิทธิพิเศษที่วาทกรรมของชาติพันธุ์วรรณนากระแสหลักซึ่งสนใจความหมาย มิได้อธิบายแต่การเปลี่ยนแปลงของวิธีการพรรณนาซึ่งมีทั้งแยกและรวมการสื่อสารแบบเห็นหน้าและสื่อสารแบบสมัยใหม่เข้ากับเรื่องราวที่แตกต่างและการเปรียบเทียบเท่านั้น แต่ยังดำเนินรอยตามแนวทางการศึกษาทางชาติพันธุ์แบบจารีต ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นวาทกรรมกระแสหลัก (มานุษยวิทยาเชิงสัญลักษณ์เรียกแนวนี้ว่า “การพรรณนาแบบเข้มข้น”) แนวการศึกษานี้จะถูกนิยามจาก“ความต้องการที่จะหาคำอ้าง” และถูกควบคุมให้มีการบันทึกเรื่องราวของการสื่อสารที่รับรู้ได้ตามกฎระเบียบแบบแผนซึ่งมีอยู่ในระบบความหมายต่างๆ การศึกษาระบบความหมายของงานชาติพันธุ์วรรณนา คือการหาหลักประกันว่าวิธีการศึกษาเชิงชาติพันธุ์วรรณนานี้ยังคงเหมาะสมที่จะใช้อธิบายความจริง โดยควบคุมวิธีการอธิบายซึ่งจะทำให้เกิดคำยืนยันที่ได้มาจากการกระทำทางสังคม ในขณะที่มองเห็นส่วนที่เป็นกระบวนการอ้างอิงและการสร้างตัวตนเชิงวัตถุในงานชาติพันธุ์วรรณนา การให้สิทธิพิเศษต่อระบบความหมายยังทำให้เห็นความคิดเชิงภาษาต่อการสื่อสารและการทำความเข้าใจเกี่ยวกับมนุษย์ที่ปรากฏอยู่ในงานชาติพันธุ์วรรณนาซึ่งเป็นคนละส่วนกับความคิดของผู้เขียนงานและหน้าที่ของงานเขียน สิ่งนี้เปรียบเสมือนชัยชนะของการเขียนงานชาติพันธุ์วรรณนา

        การศึกษาลักษณะพิเศษของงานชาติพันธุ์วรรณนานี้ อาจพิจารณาได้จากผลกระทบชั่วขณะของการอธิบายความหมายของส่วนที่เติมเต็ม กล่าวคือ ผลกระทบนี้ถูกอำพรางโดยการพูดถึงพื้นที่ในฐานะเป็นตัวเชื่อมหรือตัวทำลาย หรือในฐานะเป็นการต่อขยายตัวตนของมนุษย์ ภายใต้การเขียนงานชาติพันธุ์แนวจารีต เวลาของการสื่อสารจะเป็นเวลาปัจจุบันสิ่งที่มีความสัมพันธ์ต่อการอธิบายเชิงชาติพันธุ์วรรณนา คือการการสร้าง “สิ่งที่มาก่อน” กล่าวคือช่วงเวลาก่อนที่จะมีการสร้างเทคโนโลยีการสื่อสารแบบใหม่ หรือเป็นช่วงเวลาในอดีตซึ่งมีการสื่อสารแบบเก่าที่มีข้อจำกัด มีการควบคุม ผูกมัดและกักขัง การสื่อสารแบบเห็นหน้าตัวต่อตัวคือดัชนีที่บอกว่ามีช่วงเวลาในอดีต ซึ่งจะถูกนิยามด้วยคำว่า “บริบท”“ลักษณะเชิงภายภาพ” ที่มีอยู่ในเวลาและสถานที่จริง และลักษระของการ “ติดต่อสื่อสาร” ก็เกิดบน “พื้นที่กายภาพ”การนำเรื่องสื่อสารแบบเห็นหน้ามาเป็นส่วนหนึ่งคำอธิบายเชิงอุปมาเพื่ออ้างถึงสิ่งทั้งหมด ดูเหมือนว่าสิ่งที่กำหนดและควบคุมสภาพที่มีมาก่อนคือการคาดเดาเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ ซึ่งห่อหุ้มด้วยผิวหนัง ถูกควบคุมโดยสภาพปัจจุบัน ถูกจำกัดในการพูด และร่างกายนี้ก็จะเป็นพื้นที่และจุดกำเนิดของการสื่อสาร จากแนวคิดนี้ การมาถึงของเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่คือการให้เสรี หรือปลดปล่อยอิสระ ดังนั้นจึงมีการพูดถึงการปฏิวัติ การเอื้อให้ทำสิ่งต่างๆ การปลดเปลื้อง การพบสิ่งใหม่ และการข้ามพ้น อย่างไรก็ตาม เวลาปัจจุบันมิได้ว่างเปล่าต่อความพันธ์กับร่างกาย แต่เวลาปัจจุบันเป็นเครื่องมือของการแสดงตัวตนโดยผ่านการต่อขยายซึ่งจะต้องมีคำอธิบายและตัวตน การมาถึงของเทคโนโลยีสมัยใหม่จะกลายเป็นความยุ่งเหยิงที่ผูกติดกับการสื่อสารแบบเห็นหน้าตัวต่อตัวซึ่งมีมาก่อน และทำให้การสื่อสารแบบเก่ากลายเป็นรากเหง้าแยกอยู่โดดเดี่ยว และเป็นพื้นที่สื่อสารที่มีประวัติศาสตร์ อาจกล่าวได้ว่า สมมุติฐานเกี่ยวกับการสื่อสารพบหน้า ( ในฐานะเป็นสิ่งที่มีมาก่อนแตกต่างจากสภาพที่ไร้ตัวตน) ทำให้การสื่อสารที่อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่มีอำนาจในตัวเอง การสื่อสารแบบพบหน้าทำให้การสื่อสารด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นสิ่งฉลาด ซึ่งเสมือนการเชื่อมไปสู่ตัวตนแห่งการสื่อสารที่ฉลาดที่แท้จริง

        สิ่งนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในงานชาติพันธุ์วรรณนาซึ่งมีความซับซ้อนและยากต่อการค้นหา ถึงแม้ประวัติศาสตร์ของการวิจารณ์ความคิดกระแสหลักแบบคาร์ทเซียนและวัฒนธรรมตะวันตกของมานุษยวิทยาจะมีมาช้านานแล้วก็ตาม แต่ มานุษยวิทยาก็ยังมีความคิดเชิงภาษาสมัยใหม่ที่ต้องการจรรโลงความมีเอกราชของมนุษย์ ผลที่ตามมาคือ คำอธิบายด้วยความคิดนี้จะถูกเก็บรักษาไว้และมีความสำคัญเหนือกว่าสิ่งอื่นซึ่งเปรียบเสมือนตัวแบบการสื่อสารที่แท้จริงและเปลี่ยนแปลงมิได้ซึ่งมีความสัมพันธ์กับตัวแบบการสื่อสารอื่นๆที่ถูกมองว่ามิใช่ของแท้ ในทางกลับกัน ร่างกายจะถูกสร้างให้เป็นสิ่งที่เอื้อให้เกิดการสื่อสาร เป็นเครื่องหมายของความครบถ้วนสมบูรณ์ของชีวิตซึ่งเกิดขึ้นก่อนการสื่อสารและการมีเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ วิธีการอธิบายแบบกระแสหลักไม่ว่าจะเป็นการอธิบายที่พูดและไม่พูดถึงการสื่อสารแบบเห็นหน้า ก็ล้วนทำให้เกิดความคลุมเคลือที่ไม่จบสิ้น กล่าวคือ การสื่อสารแบบเห็นหน้าจะมีอยู่เพื่อสิ่งที่ครบถ้วน (ร่างกาย, รากเหง้า) ซึ่งจะเกิดขึ้นในการอ้างถึงคนอื่นตลอดเวลา

ความเป็นไปได้ที่ถูกสร้าง

ในฐานะที่งานชาติพันธุ์วรรณนาเป็นแนวทางของกการตีความซึ่งเข้ามาควบคุมความเข้าใจของเราต่อเรื่องการสื่อสาร และในฐานะเป็นรูปแบบของการตีความที่เป็นไปตามกฎของความเข้าใจนั้น ทำให้งานชาติพันธุ์วรรณนาจะเปรียบเสมือนเป็นวาทกรรมกระแสหลักที่แสดงให้เห็นแผนที่ของความคิดที่ทำตามกฎในแนวเสรีนิยมใหม่ วิธีคิดแบบนี้สอคล้องกับแนวคิดไซเบอร์เนติกส์ของวีเนอร์ กล่าวคือมีความเชื่อว่ามนุษย์มีแรงขับดันเพื่อการสื่อสารที่เป็นไปตามธรรมชาติ และเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ก็จะเป็นตัวแทนของผลลัพธ์เชิงประวัติศาสตร์และสิ่งที่เลี่ยงมิได้ ซึ่งมีต่อความปรารถนาของมนุษย์เพื่อที่จะสื่อสาร

        อย่างไรก็ตาม วิธีคิดตามกฎแนวเสรีนิยมนี้มิใช่จินตนาการของความฝันที่มาจากงานชาติพันธุ์วรรณนา ในฐานะที่งานชาติพันธุ์วรรณนาเป็นวาทกรรมกระแสหลัก ทำให้การสร้างความรู้ทางชาติพันธุ์เกี่ยวข้องกับการสร้างคำพรรณนาเพื่อแสวงหาความจริงโดยอาศัยกระบวนการอ้างอิงและการทำให้เป็นวัตถุวิสัย งานชาติพันธุ์วรรณนาจะฉาบผิวหน้าด้วยการจัดระเบียบแบบแผนของโครงสร้างการสื่อสาร และเป็นตัวแทนของการปฏิบัติและบริบทแห่งการสื่อสารโดยอาศัยการอนุมานจากการอ้างและคาดเดา เช่น การขยายความ หรือใช้สื่อเป็นตัวแทน งานชาติพันธุ์วรรณนาทำให้เกิดการแสดงความหมายของระบบการสื่อสารที่ซับซ้อนซึ่งถูกจัดระเบียบด้วยระบบความหมายของภาษา งานชาติพันธุ์วรรณนาเหมือนกับไซเบอร์เนติกส์ตรงที่ไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับภาษา แต่ผลที่เกิดขึ้น ชนิดของเทคโนโลยีการสื่อสารที่ต่างกันทำให้เกิดเรื่องราวคล้ายๆกัน นั้นคือทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือสำหรับรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้ เรื่องที่ไม่ได้ตั้งใจประการหนึ่งที่เกิดขึ้นภายใต้วาทกรรมกระแสหลักนี้คือภาพลักษณ์ของมนุษย์ในฐานะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีการสื่อสาร เป็นตัวของตัวเอง มีเอกภาพ และมีร่างกาย กล่าวคือ มนุษย์จะมีตัวตนที่ชัดเจนเห็นได้ อินนูเอ้(2003) เคยกล่าวว่าตัวตนของมนุษย์จะมีอำนาจในตัวเองและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มนุษย์จะมีภาษาเพื่อที่จะบอกว่าเขาเป็นใคร มีความรู้ และสร้างอัตลักษณ์ให้กับตัวเองการคิดถึงตัวตนที่คงที่แบบนี้ ทำให้การเขียนงานชาติพันธุ์ต้องกล่าวย้ำเกี่ยวกับการมีตัวตนซึ่งสร้างความคิดเรื่องการสื่อสารด้วยภาษาที่ถูกขับเคลื่อนดด้วยความเป็นไปไม่ได้ที่เกิดจากวิธีคิดตามกฎระเบียบ

        ด้วยเหตุนี้ งานชาติพันธุ์วรรณนาจึงทำให้ระบบจริยธรรมของวิธีคิดตามกฎแผ่ขยายออกไปและเพิกเฉยต่อสิ่งที่อาจเป็นแบบแผนและกระบวนการของการสร้างความหมาย ซึ่งเป็นกระบวนการที่งานชาติพันธุ์วรรณนาถูกสร้างขึ้นภายใต้โครงสร้างของความโง่เขลา อย่างไรก็ตาม นักมานุษยวิทยาภาษาศาสตร์ตั้งแต่รุ่นของซาเปียร์และวอร์ฟซึ่งเคยตั้งข้อสังเกตต่อวิธีคิดตามกฎมาแล้ว และสิ่งนี้ก็เป็นความล้มเหลวของมานุษยวิทยา ความโง่เขลาทำให้นักมานุษยวิทยาภาษาศาสตร์คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง “ข้อจำกัดของการคิด” ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกบิดเบือน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ความโง่เขลาสะท้อนให้เห็นความตึงเครียดที่แก้ไขไม่ได้และแผ่วงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จอห์น ลูซี่(1993) กล่าวว่าสำหรับนักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา และนักวิชาการอื่นๆ ซึ่งใช้ภาษาเป็นคู่มือในการค้นหาความจริง ข้อจำกัดต่อการคิดนี้มิใช่เรื่องแปลก แต่เป็นแบบแผนสำหรับการทำนาย ในฐานะที่ภาษาทำหน้าที่บอกเล่า

        พลวัตของความตึงเครียดนี้อาจเปลี่ยนไปเป็นความเป็นไปได้ โดยการอ่านงานชาติพันธุ์วรรณนาด้วยมุมมองที่ต้องการนิยามโครงสร้างของความโง่เขลา วาทกรรมกระแสหลักนำทางให้เรารู้จักการวิเคราะห์เกี่ยวกับการสร้างตัวตนของอุดมการณ์สมัยใหม่ของการสื่อสาร การวิเคราะห์นี้จะมุ่งไปที่อุดมการณ์สมัยใหม่ที่ทำให้มนุษย์ถูกบูชาเทิดทูน และไม่สนใจที่จะตรวจสอบการสร้างตัวตน อุดมการณ์สมัยใหม่ที่มีอยู่ในวาทกรรมกระแสหลัก สิ่งที่ถูกบูชา (ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ร่างกาย หรือชีวิต) จะเป็นตัวแทนของความรู้ที่โง่เขลาซึ่งจะไม่ถูกเปิดเผย ไม่ว่าอะไรก็ตาม ภายใต้สิ่งบูชานี้ การศึกษาเชิงชาติพันธุ์วรรณนาต่อเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่จะถูกนิยามว่าเป็นวิธีการศึกษาความจริงที่มีความสำคัญมาก ซึ่งสิ่งบูชาจะถูกปฏิเสธ สิ่งนี้คือหน้าที่ของอุดมการณ์ของการสื่อสารเชิงภาษาสมัยใหม่ซึ่งเป็นตัวแทนของมนุษย์ในฐานะที่เป็นตัวตนของการสื่อสาร

        อย่างไรก็ตาม การตระหนักถึงการแสวงหาความจริงตามวิธีคิดนี้มิได้หมายถึงการลงมือและการสร้างคำอธิบายแบบองค์รวม โพวีเนลลี(2001) ชี้แนะว่าข้อจำกัดของการหยั่งรู้มีอิทธิพลต่อการทำความเข้าใจโลก ในแง่ที่เกี่ยวกับระบบไวยกรณ์และความหมายของภาษา ซึ่งผันแปรไปตามอำนาจทางสังคมในแต่ละยุคสมัย กระบวนการที่ผมอธิบายมานี้คือตัวบ่งชี้ความตึงเครียดซึ่งไม่อาจทำให้หมดไปได้ด้วยคำอธิบายแบบชาติพันธุ์วรรณนา ความไม่แน่นอนนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวาทกรรมแบบชาติพันธุ์วรรณนา ซึ่งจะอธิบายแต่ประโยชน์ของการศึกษาเชิงชาติพันธุ์วรรณนาโดยอ้างว่าเป็นการศึกษาแบบองค์รวม มีความคงที่ หรือเป็นการปฏิบัติที่ทำกันมาช้านาน ลักษณะการเมืองแบบเสรีนยิมของงานชาติพันธุ์วรรณนาที่สัมพันธ์กับ “ชีวิต”ของมนุษย์ ทำให้การอธิบายแบบชาติพันธุ์วรรณนาเป็นการชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ต่อกระบวนการที่กว้างและมีมิติประวัติศาสตร์ งานชาติพันธุ์วรรณนามิได้กล่าวย้ำแต่เรื่องตรรกะของการเป็นพลเมืองแบบเสรีนิยมใหม่ หากแต่ยังทำให้วาทกรรมเสรีนิยมมีคุณค่าต่อการอธิบายสภาวะสมัยใหม่ซึ่งมนุษย์จะถูกกำหนดชะตากรรมไว้แล้ว อาเก็มเบน(1998) เคยโต้แย้งว่ามนุษย์คือสิ่งโดดเดี่ยว แปลกแยกจากตัวเอง แต่ในเวลาเดียวกัน มนุษย์ก็พยายามทำให้ตัวเองมีชีวิตที่พิเศษ

        ผมพยายามเสนอการตรวจสอบเชิงวิพากษ์เพื่อที่จะทำความเข้าใจช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับกระบวนการคิดที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสาร และส่วนต่อเติมเสริมแต่ง การตรวจสอบนี้ทำให้เห็นการมาพบกันระหว่างงานชาติพันธุ์วรรณนาหลังยุคสงครามเย็นและไซเบอร์เนติกส์ภาษาศาสตร์ และจิตวิเคราะห์ในยุคสงครามเย็น จากสภาพทางประวัติศาสตร์ของการเกิดทฤษฎีเหล่านี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ของการสื่อสารเชิงภาษา ทำให้เป้าหมายของทฤษฎีคือการสำรวจว่าการศึกษาแนวชาติพันธุ์วรรณนา ไซเบอร์เนติกส์ ภาษาศาสตร์และจิตวิเคราะห์ เกิดขึ้นภายใต้และมีชีวิตอยู่ในเรื่องแต่งเพื่อที่จะอธิบายความขัดแย้งและปริศนาที่มีอยู่ในศาสตร์เหล่านี้ในฐานะที่เป็นทฤษฎีสำหรับการหาความจริงในอนาคต ยังไม่มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นปึกแผ่น มั่นคง หรือคงที่กล่าวคือความสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธุ์วรรณนา ไซเบอร์เนติกส์ ภาษาศาสตร์ และจิตวิเคราะห์ ถูกมองว่าเป็นเรื่องของใครของมัน

        งานชาติพันธุ์วรรณนาหลังยุคสงครามเย็นเปิดเผยให้เห็นชีวิต ร่างกายมนุษย์ เวลาเริ่มแรก สติปัญญา และ การสื่อความหมายที่ถูกสร้างด้วยความคิดเชิงภาษาสมัยใหม่ การวิเคราะห์ทางจิตวิทยาเปิดเผยให้เห็นสิทธิเกี่ยวกับการตายอนาคต ความโง่เขลา และจินตนาการ ส่วนไซเบอร์เนติกส์พยายามที่จะกลั่นกรองและผดุงตัวเองเพื่อที่จะสู้กับความไร้ระเบียบที่จะเป็นส่วนประกอบของพลเมืองที่ดี ไซเบอร์เนติกส์เข้าไปจัดระเบียบและควบคุมข่าวสาร และความฝันเกี่ยวกับอนาคตซึ่งจะมาถึงเมื่อร่างกายมนุษย์เป็นของไร้ค่า

ปิดท้าย

เป้าหมายของผมคือการพิจารณาว่าวาทกรรมกระแสหลักซึ่งอยู่ในร่างของงานชาติพันธุ์วรรณนาแบบจารีต จะหยุดสร้างอำนาจให้ตัวเองและยุติความคิดเก่าๆได้ มิได้อยู่ที่การอธิบายความหมายเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงรูปแบบของความคิดเกี่ยวกับการสื่อสารในแต่ละยุคสมัยด้วย การพิจารณาสิ่งนี้ทำให้เห็นความเป็นไปได้ 2 ประการ ประการแรก คือ ระบบความหมายและแบบแผนทางจริยธรรมมิใช่สิ่งสากลหรือมีเอกภาพ และเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ไม่มีที่สิ้นสุด ความหมายและจริยธรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามยุคสมัย มันถูกสร้างมาเพื่อเป็นตัวแทนของตัวตนซึ่งน่าเชื่อถือต่อความไม่แน่นอนของการกระทำและความเป็นสถาบัน ถึงแม้ว่ามันจะมีความชัดเจน แต่มันก็มิใช่คุกที่หลีกหนีไม่ได้ แต่เป็นพื้นที่ของการต่อสู้แข่งขันการเอื้อประโยชน์ ความพอใจ การทำข้อตกลงและ อีกหลายอย่าง ประการที่สอง หากกล่าวถึงงานชาติพันธุ์วรรณนาแบบจารีต ก็คล้ายกับตัวตนและร่างกายของมนุษย์ที่มีความพิเศษ แต่งานชาติพันธุ์วรรณนาคือภาพลวงตาของการอ้างความจริงหน้าที่ของงานชาติพันธุ์วรรณนาคือทำให้วาทกรรมกระแสหลักมั่นคง แต่วาทกรรมกระแสหลักมั่นคงไม่ได้ เพราะมันผันแปรไปตามสภาพของวิธีคิดเกี่ยวกับการสื่อสาร ในอีกแง่หนึ่ง ความพยายามที่จะจัดระเบียบงานชาติพันธุ์วรรณนา และทำให้มันอยู่อย่างปลอดภัยอาจเป็นแค่เพียงภาพหลอนของความมั่นคง การสร้างคำอธิบายและ ระเบียบแบบแผนที่ไร้ความหมายในอีกแง่หนึ่ง งานชาติพันธุ์วรรณนาอาจถูกสร้างขึ้นภายใต้สภาพความเปลี่ยนแปลง การแข่งขัน และความไม่แน่นอนของการสร้างความเป็นมนุษย์ หรือ การสร้างจารีตประเพณี ความเป็นไปได้ที่วาทกรรมกระแสหลักจะถูกจัดระเบียบใหม่ทำให้ผมสงสัยว่าการศึกษาเทคโนโลยีการสื่อสารในอนาคตที่ใช้วิธีแบบชาติพันธุ์วรรณนา อาจจะถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมของการเมืองเรื่องความรู้ในสภาวะสมัยใหม่

        การตรวจสอบที่ผมพยายามที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงและการสร้างบริบท ชี้ให้เห็นเรื่องท้าทายและเรื่องที่เป็นไปได้สำหรับมานุษยวิทยาในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ในอีกด้านหนึ่ง การวิพากษ์วิจารณ์ที่ผมเสนอมานี้ ซึ่งเป็นการทบทวนความคิดในช่วงสงครามเย็น ต้องการที่จะชี้ให้เห็นสมมุติฐานของทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ที่มีต่อเรื่องสังคมของคนแปลกหน้าและ ย้ำให้เห็นความปรารถนาในยุคสมัยใหม่ที่มีต่อการเป็นพลเมืองที่ไร้ตัวตน หรือทำให้จินตนาการเกี่ยวกับอุดมคติแห่งการสื่อสารมีค่าขึ้นมา แนวโน้มดังกล่าวนี้ทำให้เกิดการปฏิบัติด้วยการเขียนงานชาติพันธุ์ที่พบเห็นในปัจจุบัน ในแง่หนึ่ง การเปลี่ยนแปลงนี้ก็ทำให้เกิดการกำหนดพื้นที่ของการแสวงหาความจริงสำหรับมานุษยวิทยาที่ศึกษาเทคโนโลยีสื่อสารชนิดใหม่ในอนาคต สิ่งนี้อาจรวมถึงการตรวจสอบการสร้างจินตนาการและความปรารถนา สถาบันของความรู้ระบบของความโง่เขลา และระเบียบกฎเกณฑ์ของการสื่อสาร สิ่งเหล่านี้คือพื้นที่ของการแสวงหาความจริงซึ่งเกิดขึ้นกับการสร้างตัวตนแบบเสรีนิยมซึ่งเรากำลังวิเคราะห์อยู่ ตัวตนที่ถูกสร้างให้เป็นร่างกายมนุษย์จะเปรียบเสมือนเป็นพื้นที่ต้นกำเนิดของการสื่อสารซึ่งมีการพูดด้วยภาษา และ การสร้างวัตถุวิสัยของเทคโนโลยีสื่อสารจะเปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือของการต่อเติมเสริมแต่ง

        การตั้งคำถามเกี่ยวกับการศึกษาเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ในมิติมานุษยวิทยาในอนาคต ในด้านที่เกี่ยวกับจริยธรรม ความปรารถนา และการสร้างความรู้ ผมต้องการที่จะชี้ให้เห็นถึงสภาพพื้นฐานของการแสวงหาความจริงซึ่งโฉมหน้าของเทคโนโลยีใหม่จะเชื้อเชิญให้เราเดินตามมัน การเผชิญหน้ากับเทคโนโลยีใหม่นี้ บางทีนักมานุษยวิทยาจะตั้งคำถามเช่น เราสามารถพูดและแสดงภาพของมนุษย์และการสื่อสารในวัฒนธรรมที่หลากหลายนี้ได้อย่างไรหลังจากตัวตนของมนุษย์ถูกทำลายลงไป การเริ่มต้นด้วยคำถามแบบนี้ ผมมีข้อแนะนำดังต่อไปนี้ 1) เทคโนโลยีสื่อสารไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ล้วนดำรงอยู่ในระบบการสื่อสารที่ถูกควบคุมด้วยจริยธรรม 2) การสื่อสารคือความคิดเชิงภาษาซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของความจริงแบบเสรีนิยมสมัยใหม่ ซึ่งความจริงแบบนี้ต้องการที่จะอ้างและแสดงตัว 3) เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นเบ้าหลอมที่ซับซ้อนที่ทำให้เกิดความปรารถนาต่อการสื่อสารและการสร้างจินตนาการเกี่ยวกับพื้นที่ (ไกลแค่ไหนก็ไปถึง)และเวลา ( เวลาที่เป็นต้นกำเนิด มีอยู่ก่อนการเกิดเทคโนโลยี) ซึ่งจะมีความปรารถนาแผ่ซ่านออกมาคำอธิบายดังกล่าวนี้ ทำให้เห็นว่าเทคโนโลยีสื่อสารเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เปราะบางซึ่งอาจจะถูกถามในเรื่องประวัติศาสตร์ของการเกิดเทคโนโลยี การแพร่หลาย การล่มสลาย และการรื้อฟื้นเทคโนโลยี การศึกษาในแนวนี้ มานุษยวิทยาที่สนใจเบ้าหลอมของการแพร่หลายของเทคโนโลยีอาจจะต้องเกี่ยวข้องกับสาขาวรรณกรรมซึ่งมีการอธิบายถึงความเกี่ยวพันของเทคโนโลยีและการสื่อสารที่อยู่ใต้อำนาจและความรู้ เช่นความพัวพันที่ซับซ้อนของเทคโนโลยีกับประวัติศาสตร์ของศาสนาและความฝันในยุค Enlightenment ที่ต้องการสังคมที่สมบูรณ์แบบ ลัทธิอาณานิคมและทุนนิยมที่ต้องการการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ พร้อมกับความคลุมเคลือในเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมของรัฐชาติ เมื่อพูดถึง “การแตกสลายของพื้นที่และเวลา” เงื่อนไขต่างๆที่กล่าวมาจะเป็นแสงนำทางให้เห็นอนาคตเกี่ยวกับการประดิษฐ์เครื่องมือสื่อสารโดยการย้อนกลับไปหาเทคโนโลยีเก่าๆ ซึ่งอาจเป็นการสื่อสารแบบเห็นหน้า คำถามต่อไปซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างตัวตน ถามว่าการสื่อสารซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของตัวตนสมัยใหม่ที่เป็นเอกเทศและเป็นธรรมชาติจะเหมือนกับตัวตนของการสื่อสารหรือไม่เราจะเข้าใจความปรารถนาต่อการสื่อสารในฐานะเป็นอุดมการณ์ มากกว่าที่จะเป็นคำอธิบายของประสบการณ์ได้อย่างไรทำไมการสื่อสาร หรือความปรารถนาต่อการสื่อสาร และการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีจึงเป็นเครื่องหมายของความเข้าใจของมนุษย์ในยุคสมัยใหม่

        คำถามเหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นความสำคัญของการทำให้ความจริงกลับมาใหม่ภายใต้รูปแบบสื่อสารแบบ “เห็นหน้า” ซึ่งแพร่หลายอยู่ในงานชาติพันธุ์วรรณนาทั้งหลาย การเขียนงานชาติพันธุ์ในอนาคต เรื่องที่ถูกเขียนจะไม่สนใจว่าวิธีที่ใช้ศึกษาการพูดระหว่างผู้พูดกับผู้ฟังจะถูกต้องหรือไม่ อินนูเอ้( 2003) อธิบายว่าการแยกความแตกต่างระหว่างการสื่อสารแบบเห็นหน้ากับการสื่อสารแบบไม่เห็นหน้า ทำให้ไม่เข้าใจว่าการสื่อสารแบบเห็นหน้าเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนเช่นเดียวกับการสื่อสารชนิดอื่น อะไรคือธรรมชาติของการพูด เพราะการสื่อสารมีความเปลี่ยนแปลงและมีการตอบโต้ทุกครั้งที่มนุษย์พูดคุยกัน การสนับสนุนความคิดของอินนูเอ้ซึ่งบอกว่าการสื่อสารแบบเห็นหน้ามีความไม่แน่นอนนั้น เราอาจถามว่าการเห็นหน้าคนที่เราพูดด้วยจะยืนยันการสื่อสารที่ถูกต้องระหว่างคนพูดสองคนหรือไม่ กฎเกณฑ์อะไรที่จำเป็นสำหรับการสื่อสารแบบเห็นหน้าซึ่งถูกจัดระเบียบโดยการแลกเปลี่ยนข้อมูล การสะท้อนตัวตน หรือการเปรียบเทียบ รูปแบบความปรารถนาอะไรที่ทำให้การสื่อสารแบบเห็นหน้าอยู่บนความสัมพันธ์ระหว่างความโง่เขลาและความไม่รู้ที่เปลี่ยนแปลงได้ ทำไมการเกิดขึ้นของอำนาจและความรู้จึงควบคุมตัวตนของผู้สื่อสารให้นิยามตัวเองด้วยภาพลักษณ์ของร่างกายที่แตกต่าง แปลกแยกมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และไม่เหมือนใคร

        กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากไม่คำนึงถึงการสื่อสารแบบเห็นหน้าในลักษณะที่เป็นการใช้คำพูดในฐานะเป็นตัวแทนของความจริงสำหรับตัวตนของผู้พูด เราอาจคิดว่าการสื่อสารแบบนี้อาจเป็นเพียงรูปแบบชีวิตทางสังคมแบบหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ตัวแบบชีวิตทางสังคมลักษณะนี้จะไม่ถูกมองว่าเป็นต้นกำเนิด หรือสิ่งที่มั่นคงที่ใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยวและตรวจวัดการสื่อสาร ในทางตรงกันข้าม เราอาจตรวจสอบการสื่อสารแบบเห็นหน้าในฐานะที่เป็นความไม่สมบูรณ์และไม่คงที่ของเบ้าหลอมแห่งจิยตนาการและความปรารถนา ซึ่งทำให้มนุษย์ตั้งคำถามต่อสิ่งที่ตนเองทำและเป็นอยู่ และต่อโลกที่เขาอาศัยอยู่อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่ต้องการจะบอกว่าการสื่อสารแบบเห็นหน้าคือตัวอย่างของการรื้อทำลายบริบท หรือไม่ต้องการบอกว่างานชาติพันธุ์วรรณนาเกี่ยวกับเทคโนโลยีสื่อสารในอนาคตกำลังตามหาหรือกลับไปหาการสื่อสารแบบเห็นหน้า หากการหาความจริงเป็นดั่งการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไม่รู้จบซึ่งเกิดขึ้นในระบบการสื่อสารสมัยใหม่ ดังนั้นการสื่อสารแบบเห็นหน้าอาจเป็นรูปแบบการสื่อสารอีกประเภทหนึ่งที่กำหนดให้บุคคลต้องทำให้ตัวเองเป็นมนุษย์ที่มีการสื่อสารที่เข้าใจได้ เพื่อสร้างเรื่องราว และจินตนาการเกี่ยวกับการย้อนอดีต การหารากเหง้า และการออกตามล่าการศึกษาเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่แบบชาติพันธุ์วรรณนานี้ ผมเชื่อว่าเป็นจุดวิกฤตของมานุษยวิทยาและอนาคตของมานุษยวิทยา การศึกษาแนวนี้อาจเป็นการอธิบายในแบบ “ชาติพันธุ์วรรณนาแห่งรูปแบบ” ซึ่งดิลิป โกนการ์ และเอลิซาเบ็ธ โพวิเนลลี เคยชี้ให้เห็นทิศทางของการวิเคราะห์ที่หันเหจากเรื่องความหมายในฐานะที่เป็น “สิ่งลวงตา” ไปสู่การวิเคราะห์การต่อสู้แข่งขันระหว่างวัฒนธรรมของการส่งข่าวสารและการเปลี่ยนสภาพของการทำความเข้าใจ การหยั่งรู้ และการเห็นแจ้งที่เกิดขึ้นกับพฤติกรรม เหตุการณ์ และเรื่องแต่ง สิ่งนี้ได้ทำให้ความคิดในยุคสงครามเย็นย้อนกลับมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องไซเบอร์เนติกส์ ภาษาศาสตร์และจิตวิเคราะห์ “มานุษยวิทยาแห่งรูปแบบ” อาจเป็นการวิจารณ์การบริโภคสินค้าเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารและความหมาย กล่าวคือ เป็นการย้ำให้เห็นความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นภายใต้วาทกรรม ซึ่งมีการตั้งคำถามต่อความปรารถนาและจินตนาการ ทำให้เห็นว่าสื่อเป็นเบ้าหลอมของอำนาจและความรู้ที่ผันแปรไปตามยุคสมัย และคาดเดาว่าส่วนต่อขยาย ซึ่งมิใช่สิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ และไม่เป็นร่างกายมนุษย์ที่มีเอกภาพ ส่วนเสริมนี้ยังคงดำเนินต่อไปซึ่งเป็นตัวสร้างธรรมชาติของร่างกายในฐานะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้

        การดำเนินรอยตามการศึกษาชาติพันธุ์วรรณนาอาจทำให้วิชามานุษยวิทยาเดินไปสู่พรมแดนใหม่ของ ”การไม่รู้”อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมานุษยวิทยาได้สร้างประเพณีของการตั้งคำถามต่อจริยธรรมของภาวะสมัยใหม่อย่างแจ่มชัด ดังนั้นมานุษยวิทยาจึงเหมาะที่จะเสี่ยงต่อการพัฒนางานชาติพันธุ์วรรณนาเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ ถึงแม้ว่าการศึกษาทางมานุษยวิทยาที่เป็นตัวแทนและวิเคราะห์สิ่งต่างๆจะเป็นการศึกษาแบบจารีตก็ตาม


แปลและเรียบเรียงโดย นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ จาก Brian Keith Axel. “Anthropology and The New Technologies of Communication” in Cultural Anthropology. Vol.21, no.3, August 2006. Pp. 354-375.