ความเสียหายที่เกิดแก่รัฐ

บ้านเมืองตอนนี้มันช่างยุ่งเหยิงเสียจริงๆ ซึ่งที่จริงแล้ว ก็ไม่ควรจะแปลกใจว่าเหตุใดจึงได้วุ่นวายเช่นนี้ ก็เล่นไปยุบพรรคเขา ห้ามกรรมการบริหารของพรรคเล่นการเมืองเป็นเวลา 5 ปี อีกทั้งยังไปอายัดทรัพย์นายใหญ่และครอบครัวของเขาอีก แน่นอนฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าเป็นการกระทำตามตัวบทกฎหมายและกฎระเบียบ ดังนั้นผู้ที่ได้รับ ผลกระทบก็ควรจะยอมรับคำตัดสินต่างๆ โดยดุษณี ส่วนอีกฝ่ายก็โต้ว่าคำตัดสินใช้ไม่ได้ เพราะเป็นการตัดสินตามโพยของผู้ที่กำลังมีอำนาจ กฎที่เขียนมาก็เป็นกฎที่ออกโดย ผู้ที่มีอำนาจ ท่านผู้อ่านลองคิดดูว่ามีทีมฟุตบอล 2 ทีมแข่งกัน แข่งกันที่สนามของทีมเจ้าบ้าน กรรมการตัดสินก็เป็นผู้ที่เจ้าบ้านเลือก แถมกฎเกณฑ์การเล่นก็ถูกกำหนดโดยทีมเจ้าบ้าน แข่งกันแล้วทีมผู้มาเยือนแพ้ ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าแพ้อย่างบริสุทธิ์ เพราะสู้ฝีมือทีมเจ้าบ้านไม่ได้ แต่ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น ทีมผู้มาเยือนและกองเชียร์ของทีมผู้มาเยือนก็ต้องโวยวายว่าทีมเจ้าบ้านโกงและกล่าวหาว่ากรรมการเข้าข้างทีมเจ้าบ้าน ดังนั้น คงจะเป็นการยากที่อีกฝ่ายจะยอมรับการพ่ายแพ้ แหม...ถ้าเสมอกันหรือแพ้สักประตูก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เล่นแพ้ 2 ประตูต่อ 0 ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ พอจะนั่งรถบัสกลับไปนอนกินน้ำใบบัวบกที่ถิ่นของตน รถบัสยังโดนตำรวจของทีมเจ้าบ้านล็อกล้อเสียอีก ข้อหาจอดในที่ห้ามจอด เฮ้อ...ไม่อาละวาดก็ใจเย็นเกินไปแล้ว ที่ผมเขียนมาไม่ใช่เพื่อจะบอกว่าฝ่ายหนึ่งถูก ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งผิด เรื่องนั้นประชาชนไปตัดสินใจเอาเอง แต่อยากจะบอกว่าไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมบ้านเมืองถึงเป็นเช่นนี้ และไม่ต้องหวังว่าแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยจะสดใสใน ครึ่งหลังของปี ดังคำพังเพยโบราณที่ว่า เมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกย่อมจะแหลกลาญ ช้างสารคือใคร ท่านผู้อ่านไปคาดเดากันเอง แต่หญ้าแพรกก็คือประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ ไม่สนใจว่าทรัพย์ใคร จะโดนอายัด พรรคไหนจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 74 คนจะแต่งตั้งกันอย่างไร ซึ่งขณะนี้หากินตั้งแต่เช้ายันค่ำ กลับไม่พอกิน จบเรื่องการเมืองแค่นี้ครับ ขอพูดเรื่องเศรษฐศาสตร์ ที่ผมชำนาญดีกว่า ผมได้อ่านคำแถลงของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ว่าอดีตนายกรัฐมนตรีได้กระทำการให้รัฐเสียประโยชน์ทั้งหมด 5 กรณี เป็นเงินรวม 104,734 ล้านบาท ก็รีบอ่านรายละเอียดว่าความเสียหายจำนวนมหาศาลนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็พบว่าคำนิยามของ "รัฐ" และคำนิยามของ "ความเสียหาย" ที่ คตส.ใช้แตกต่างกับคำนิยามที่ผมเข้าใจในแง่ของเศรษฐศาสตร์เป็นอย่างมาก ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น "รัฐ" และ "ประชาชน" แยกกันไม่ออก ภาษาอังกฤษพอพูดถึง "รัฐ" จะใช้คำว่า Public เช่น Public Funds ซึ่งภาษาไทยจะเรียกว่า เงินหลวง เสมือนกับว่าเงินก้อนนี้รัฐเป็นเจ้าของ แต่คำนี้สามารถจะแปลได้อีกทางว่า เงินสาธารณะ หมายความว่าแท้จริงแล้วประชาชนเป็นเจ้าของเงินดังกล่าว เพราะรัฐไม่มีตัวตน รัฐเป็นเพียงแต่กลุ่มคนที่ประชาชนเขามอบหมายมาให้จัดการเรื่องราวต่างๆ ผมขอยกตัวอย่างก็แล้วกัน สมมติว่าในประเทศหนึ่ง การไฟฟ้าของประเทศนั้นเก็บค่ามิเตอร์ไฟฟ้า 1 พันบาท ต่อลูก ปีหนึ่งมีการขอติดตั้งมิเตอร์ใหม่ 10 ล้านมิเตอร์ รัฐบาลในขณะนั้นเห็นว่าการใช้ไฟฟ้าเป็นเรื่องจำเป็นทั้ง ทางด้านสังคมและทางด้านเศรษฐกิจ จึงมีคำสั่งให้การไฟฟ้าแจกมิเตอร์ฟรีให้แก่ผู้ขอใช้ไฟฟ้า รัฐบาลถัดมาก็บอกว่า นโยบายเช่นนี้ก็ทำให้รัฐเสียหายและเสียประโยชน์ ด้วยการไฟฟ้าขาดรายได้ไปถึงปีละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้น ผู้นำในรัฐบาลชุดก่อนยังเป็นเจ้าของบริษัทผลิตมิเตอร์ไฟฟ้ารายเดียวของประเทศ เรื่องนี้จึง ส่อแววว่าจะมีการทุจริตเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์ของบริษัทของอดีตผู้นำ ในทางกฎหมายจะผิดหรือไม่ ผมไม่รู้ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ไม่ผิดแน่นอน เพราะไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจ ด้วยเงินที่การไฟฟ้า (หรือรัฐ) หายไปหลายหมื่นล้านบาท คือเงินที่ประชาชนประหยัดไปได้หลายหมื่นล้านบาทเช่นกัน การบริโภคภาครัฐ (Government Consumption) ที่ลดลงจากรายได้ที่น้อยลง ถูกทดแทน ด้วยการบริโภคภาคประชาชน (Private Consumption) ที่เพิ่มขึ้นจากการประหยัดเงินซื้อมิเตอร์ไฟฟ้า ในทางกลับกัน ทฤษฎีจะบอกอีกว่ารัฐมีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายต่ำกว่าเอกชน ดังนั้นเงิน 1 พันบาทที่ประชาชนไปใช้จ่าย จะเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า ดังนั้น การที่จะเรียกว่ามีการทุจริตในเชิงนโยบายในแง่ของเศรษฐศาสตร์ จะต้องไปดูว่า (1) ผลประโยชน์สุดท้ายตกอยู่กับประชาชนหรือเปล่า อย่าลืมว่าประชาชนเป็นเจ้าของรัฐ ไม่ใช่คณะรัฐมนตรี คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ อธิบดี หรือกลุ่มบุคคลใด และ (2) ประชาชนนั้นเสียประโยชน์จากนโยบายดังกล่าวหรือไม่

ความเสียหายที่เกิดแก่รัฐ ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์

ขอกลับไปตัวอย่างสมมติของกรณีมิเตอร์ไฟฟ้า จะเห็นได้ว่าความเสียหายจากข้อแรก ไม่มีดังได้อธิบายไปแล้ว สำหรับความเสียหายจากข้อสอง ต้องไปตรวจสอบว่าการไฟฟ้าซื้อมิเตอร์แพงไฟฟ้าแพงขึ้นหรือไม่ หากก่อนและหลังมีนโยบายแจกมิเตอร์ฟรี ราคาซื้อต่อหน่วยไม่เปลี่ยนแปลง ก็ไม่เห็นมีอะไรที่จะเป็นช่องของการทุจริต ส่วนการที่บริษัทผลิตมิเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งอดีตผู้นำเป็นเจ้าของ จะขายได้มากขึ้นด้วยมีผู้ต้องการขอติดมิเตอร์เพิ่มขึ้นจากปีละ 10 ล้านเครื่องเป็น 12 ล้านเครื่อง ราคาหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ก็สูงขึ้นจากอนาคตที่สดใส ส่งผลให้ตัวท่านผู้นำร่ำรวยเพิ่มขึ้นจากกำไรและราคาหุ้นอีกหลายหมื่นล้านบาท ก็ไม่เห็นว่าประชาชนจะเสียประโยชน์ไปตรงไหนเลย ในทางตรงกันข้าม สามารรถมองเห็นได้ว่ามีประชาชนอีกหลายล้านคนสามารถมีไฟฟ้าใช้ เพราะไม่ต้องไปหาเงินก้อนมาซื้อมิเตอร์ไฟฟ้าความเสียหายจากข้อสองจึงตกไปเช่นกัน ด้วยหลักการ 2 ข้อข้างต้น ผมได้กลับไปดูข้อกล่าวหาทั้ง 7 ข้อ ผมนึกไม่ออกว่าบางข้อกล่าวหาทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนตรงไหน ผมจงใจใช้คำว่าประชาชนเพราะหากใช้คำว่ารัฐ คตส.อาจจะหมายถึงกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์แล้วทั้งหมดคือ Public Sector หรือ ส่วนสาธารณะ ที่ชื่อก็บอกชัดแล้วว่าประชาชนเป็นเจ้าของ อย่างเช่น กรณีของการประมูลซื้อที่ดินของกองทุนฟื้นฟูฯ เมื่อการประมูลโปร่งใส มีผู้เข้าประมูลหลายราย และผู้ที่ให้ราคาสูงสุดได้ไป ทำไมจึงมีความเสียหายต่อรัฐอีก หมายความว่า หากการประมูลครั้งนั้นผู้ที่กล่าวหาไม่ได้เข้าประมูล และผู้ที่ให้ราคาสูงเป็นรายที่สอง ซึ่งต่ำกว่ารายแรกหลายสิบล้านบาท เป็นผู้ชนะการประมูล ถือว่าถูกต้องตามกฎหมายใช่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น กฎหมายที่ทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจ (Economic Value) ไม่สูงที่สุด น่าจะเป็นกฎหมายที่แปลกๆ สำหรับนักเศรษฐศาสตร์เช่นผม ผมขออีกข้อกล่าวหาหนึ่ง ก็เรื่องการออกนโยบายเอื้อประโยชน์ให้บริษัทโทรคมนาคมของตนเอง และครอบครัวนั่นแหละ กฎหมายจะผิดอย่างไร การทุจริตเป็นอย่างไร ใครจะถือหุ้นแทนใคร ผมไม่ถนัดและไม่สนใจคำถามของผมคือ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทั้งหลายวันนี้ ผมจะใช้บริการโทรศัพท์มือถือถูกลงหรือไม่ หากคำตอบคือ การเปลี่ยนแปลงในนโยบายทำให้ผมและประชาชนคนไทยอีกหลายสิบล้านคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือ ต้องเสียค่าบริการสูงกว่าที่ควรจะเป็น (สมมติว่า) ปีละ 2 หมื่นล้านบาท นั่นแหละคือการทำความเสียหายแก่รัฐ แต่ถ้าจะมาบอกว่าการเปลี่ยนนโยบายทำให้กรมสรรพสามิตเสียรายได้ปีละ 8 พันล้านบาท แต่ประชาชนประหยัดได้ปีละ 1 หมื่นล้านบาท

Consumer Surplus

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์แล้วต้องเรียกว่าสหรัฐ (ประชาชน) ได้ประโยชน์ มิใช่เสียประโยชน์ การคำนวณการได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์ จะต้องกระทำทั้งสองด้าน คือ ด้านหน่วยงานของรัฐ และด้านประชาชนที่เป็นเจ้าของรัฐ จึงจะถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์ ทางวิชาการคือต้องพิจารณา Consumer Surplus หรือส่วนเกินของผู้บริโภค ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งนึกว่าผมเขียนเรื่องนี้เพื่อช่วยเหลืออดีตนายกฯ แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าในแง่มุมของทางเศรษฐศาสตร์ควรจะมองเรื่องเช่นนี้อย่างไร ซึ่งประเทศที่เจริญแล้วในโลกเขาใช้หลักการทางเศรษฐศาสตร์ในการพิจารณาผลกระทบของนโยบายทั้งหลาย ผมขอตกตัวอย่างที่เกิดในสหรัฐอเมริกาให้ดู (วันนี้ตัวอย่างเยอะหน่อยครับเพราะเรื่องมันซับซ้อนและเป็นวิชาการ หากไม่ได้ตัวอย่างเข้าช่วยจะอธิบายได้ยาก) เมื่อตอนที่ผมยังเรียนปริญญาเอกอยู่ที่นั่น มีผู้ร้องให้เลิกการผูกขาดของบริษัทโทรศัพท์ที่มีชื่อว่า Bell Company โดยให้แยกออกเป็นบริษัทย่อยตามภูมิภาค การพิจารณาเรื่องนี้ไม่ได้เอาตัวบทกฎหมายเป็นหลัก ไม่มีการงัดสัญญาสัมปทานมาใช้ หรือยกเอากฎหมายร่วมทุนมาอ้าง แต่พิจารณาว่าแบบใดเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจที่สุด เรียกว่านักกฎหมายกลับบ้านไปนอน นักเศรษฐศาสตร์เป็นพระเอก โดยที่ทีมของ Bell ที่ต้องการให้มีบริษัทโทรคมนาคมบริษัทเดียวใช้ทีมนักเศรษฐศาสตร์ (หากจำผิดต้องกราบขออภัยด้วย) จากมหาวิทยาลัย MIT ส่วนอีกฝ่ายต้องการให้มีการแตกออกเป็นบริษัทย่อยตามภูมิภาคใช้ทีมนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Wisconsin ผมขอไม่อธิบายทฤษฎีที่ทั้งสองค่ายใช้ ด้วยท่านผู้อ่านคงจะงงมาก เอาเป็นว่านักเศรษฐศาสตร์จาก Wisconsin สามารถพิสูจน์ได้ว่าการแยกบริษัท Bell ออกเป็นหลายบริษัทจะทำให้มี Consumer Surplus สูงกว่า จึงเป็นฝ่ายชนะทำให้มีการตัดสินให้แยกบริษัทออกเป็นบริษัทย่อย เช่น Southern Bell, Pacific Bell และ New York Bell ฯลฯ ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่การเปิดเสรีของระบบโทรคมนาคมของสหรัฐอเมริกาในที่สุด มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ในเรื่องนี้ก็เป็นตัวอย่างนี้แหละครับ ชอบหรือไม่ชอบ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือแม้แต่จะตราหน้าสาวกของใคร ก็ไม่ใช่ประเด็นสำหรับผม ประเด็นสำหรับผมคือประชาชนสมควรจะมีสิทธิที่จะได้รับมุมมองจากหลายด้าน บทวามโดย ดร. ชาติชาย พาราสุข ที่มา: หนังสือพิมพ์ โพสท์ทูเดย์