ทักษิโนมิกส์

ผู้อ่านหลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่า “ทักษิโนมิกส์” มาแล้ว ซึ่งในบทความนี้ผมจะขออนุญาตใช้ประสบการณ์เจาะและผ่าสมองทักษิโนมิกส์มาให้ท่านผู้อ่านได้วิเคราะห์ และรับรู้มากขึ้น ถึงแนวคิด ซึ่งเป็นเสมือนเพียงแค่ยาชาในระยะสั้น โดยต้องมีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงฉีดเข้าไป เพื่อเป็นวัคซีนคุ้มกันในระยะยาว โดยผมจะไม่แตะต้องเรื่องของการเมืองแต่อย่างใด คำว่า “ทักษิโนมิกส์” ซึ่งมีที่มาจากประธานาธิบดี กลอเรีย อาโรโย่ แห่งประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งจบปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์ จากสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวยกย่องนโยบายเศรษฐกิจของอดีตนายกรัฐมนตรีประเทศไทย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ที่จบปริญญาเอกสาขาอาชญาวิทยา จากสหรัฐอเมริกา ในการไปเยือนประเทศฟิลิปปินส์ครั้งหนึ่ง โดยกล่าวชื่อชมว่าเป็นแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจที่ถูกต้อง และให้ทฤษฎีนี้ว่า “ทักษิโนมิกส์” (Thaksinomic) ซึ่งเป็นการผสมคำระหว่างคำว่า ทักษิณ (Thaksin) และ Economics เข้าด้วยกัน

Dual Track Policy

นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ซึ่งนำโดย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เสนอนโยบายแบบชัดเจนเกี่ยวกับ Dual Track Policy หรือ นโยบายคู่ขนาน ซึ่งจริงๆ ก็มาจากแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์เปรูที่มีชื่อเสียงมากคือ เดอ ซาโต ที่ว่า Track แรก เราก็เน้นเศรษฐกิจทุนนิยมไป คือทั้งค้าขายกับต่างประเทศ และเน้นการลงทุน ซึ่งเป็นไปตามหลักการเพิ่มผลผลิตมวลรวมของประเทศหรือ (GDP) ในสมการที่ผมเคยนำเสนอในบทความที่แล้วเรื่อง Paradox of Thrift (http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=16316) ส่วนอีก Track หนึ่ง ก็คือการเน้นด้านการใช้จ่ายเงินของประชาชน คือ Consumption และการลงทุนในระดับย่อย แบบบริษัทขนาดกลางและเล็ก (Small and Medium Enterprise) หรือ SME เพราะประเทศไทย เจอบทเรียนเดียวกับประเทศทั้งหลายในอเมริกาใต้ คือพึ่งพาการลงทุน และการกู้ยืมจากต่างประเทศมากเกินไป พอถึงเวลาที่ความเชื่อมั่นหดหาย ทุกอย่างก็จะพังพินาศ เพราะต่างชาติจะวิ่งหนีแบบใส่เกียร์ห้ากันหมด เราจึงเจอวิกฤติการณ์ค่าเงินบาท คืออุปสงค์ (Demand) ของค่าเงินบาทน้อยกว่า อุปทาน (Supply) เยอะมาก ราคาซื้อขายเลยกราวรูดลงไปจาก 25 บาท เป็น 56 บาท ในปี 2540 ณ เวลา ทำให้เราทราบว่าเมื่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจระหว่างประเทศดับลงไป แต่เราไม่มีเครื่องยนต์อีกเครื่องทำงาน ก็คือเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่ช่วยให้เกิดการลงทุน และการใช้จ่ายภายในประเทศ (เพราะคนขาดรายได้ และความเชื่อมั่น) เลยทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นแนวคิดของ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ก็คือการสร้างเศรษฐกิจภายในขึ้นมา เพื่อไม่ต้องไปอิงเศรษฐกิจของประเทศกับต่างประเทศแต่เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ใช่ปิดประเทศ แต่ดังที่เราอาจจะทราบกันก็คือ ช่องว่างของสังคมไทยยังมีความห่างกันมาก คือคนมีเงินชั้นกลางกับคนชั้นล่างที่ไม่มีแม้แต่ปัจจัยสี่แบบครบถ้วน ซึ่งเป็นสาเหตุว่าทำไมสินค้าแบรนด์เนม ถึงได้ขายดีนักในประเทศกำลังพัฒนา (จะได้เล่าต่อไปในโอกาสหน้านะครับ) คนชั้นล่างไม่มีอะไรซักอย่าง รวมไปถึงแม้แต่โอกาสเข้าถึงตลาดและแหล่งเงินทุน จึงทำให้ถูกเอารัดเอาเปรียบมาโดยตลอด จากผู้ปล่อยกู้ในอัตราแพง ซึ่งการแทรกแซงของรัฐจึงมีความจำเป็นตามแนวคิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของเคนส์ หรือเคนเซียน (Keynesian) ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ เพราะหากไม่แทรกแซงแล้วจะไม่มีโอกาสทำให้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในวิ่งไปได้ เพราะไม่มีปัจจัยบวกแม้แต่อย่างเดียว ดังนั้นทฤฎษีของเคนส์ นี่เป็นทฤษฎีปู่ของทักษิโนมิกส์ครับ

หลักการของเคนส์ Keynesian

หลักการของเคนส์ (John Maynard Keynes) ที่คิดขึ้นมาราวทศวรรษ 1930 ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนนะครับ ทฤษีนี้เกิดขึ้นมาจากการสวนแนวคิดของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมจ๋า ที่ให้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดกติกาในการแข่งขัน ใครมีทุนยาวเอาเปรียบคนอื่นได้มากกว่าก็มีโอกาสชนะสูง สรุปคือให้กลไกตลาดสร้างให้เศรษฐกิจให้มันโตเอง สนใจแต่ผลรวมทั้งหมดที่บรรทัดสุดท้าย ไม่สนใจการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม เลยทำให้ยิ่งพัฒนาคนจนยิ่งลำบาก เพราะว่าตัวเลข GDP ที่มันบวมคือค่ามวลรวมทั้งประเทศ และแน่นอนครับว่า GDP รวมทำให้เงินเฟ้อไปด้วย คนที่อยู่ในสังคมก็ต้องวิ่งหนีค่าครองชีพที่พุ่งกระฉูดในทุกวิถีทาง (คราวหลังจะเล่าต่อนะครับว่าทำไมประเทศไทย ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งจน) ณ เวลานั้นเศรษฐกิจของประเทศอังกฤษ ตกสะเก็ดอย่างแรง มีคนตกงานมหาศาล เคนส์ จึงมีแนวคิดว่ารัฐบาลควรกระโดดเข้ามาช่วยเหลือ ผ่านงบประมาณรายจ่ายของรัฐตามโครงการลงทุนต่างๆ ที่ช่วยให้เกิดการจ้างงานแบบทอดๆ ไป ถ้ารัฐบาลใช้เงินมากกว่าภาษีที่เก็บได้ เราก็เรียกว่างบประมาณแบบขาดดุล (Deficit) ถ้าใช้น้อยกว่าที่เก็บภาษีได้ ก็เรียกว่างบประมาณแบบเกินดุล (Surplus)

อย่างไรก็ตามการแทรกแซงเศรษฐกิจของรัฐบาลอังกฤษในยุคนั้น ตามหลักของเคนส์สามารถทำได้โดยไม่เกิดอันตรายมาก เพราะมีสัดส่วนที่น้อยกว่าตัวแปรอื่นๆ ในสมการ GDP (แนะนำให้ท่านที่ไม่เคยทราบว่าสมการ GDP มีอะไรบ้าง กลับไปอ่านที่บทความ Paradox of Thrift (http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=16316) นะครับ) ซึ่งเคนส์ก็บอกว่าการแทรกแซงของรัฐ ทำได้ในระยะสั้นไม่เกินสามปี เพราะมันเป็นแค่ยาชา มิฉะนั้นแล้วพอยาชาหมดฤทธิ์ คนไข้ก็เดินไม่ได้อยู่ดี

หลักการทักษิโนมิกส์

กลับมาทักษิโนมิกส์กันต่อนะครับ แนวคิดทักษิโนมิกส์ เน้นทั้งสองเครื่องยนต์คือเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ มีหลักการง่ายๆ 3 ข้อ ที่บูรณาการกันอยู่ คือ 1. ลดรายจ่าย โดยช่วยลดรายจ่ายของประชาชน ผ่านโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการพักหนี้เกษตรกร 3 ปี และโครงการธนาคารประชาชน ทั้งสามโครงการทำให้ประชาชนมีต้นทุนในการดำรงชีวิตที่ไม่สูง ทั้งในแง่ของการรักษาพยาบาล และดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าดอกเบี้ยนอกระบบ 2. เพิ่มรายได้ โดยการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ผ่านโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) และโครงการหวยบนดิน 3. ขยายโอกาส โดยการให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน และโอกาสอื่นๆ ในการสร้างอาชีพ ตามโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โครงการธนาคารประชาชน โครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน หวยบนดิน และโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน การฉีดยาเข้าไปสามขนานดูเหมือนจะดี และเพอร์เฟค ไปหมดทุกอย่าง และใช้ไม่ยากด้วย เพราะใช้เงินนอกงบประมาณผ่านรัฐวิสาหกิจเกือบทั้งสิ้น เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่การเกษตรและสหกรณการเกษตร และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และน่าจะเป็นการหยอดน้ำมันหล่อลื่นให้เงินหมุนไปหลายรอบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประชาชนจำนวนมาก (ไม่ใช่ทุกคน) ที่ได้รับยาชาสามขนานนี้ มิได้มีความเข้าใจว่าในระหว่างการรับยาชานี้ ต้องออกกำลังกายให้แข็งแรงในการเสริมภูมิคุ้มกันด้านความรู้ เทคโนโลยี และรักษาโรคเนื้อร้ายในพฤติกรรมการใช้จ่ายเงิน และการออม (หลายท่านคงทราบว่าคนไทย หมดเงินไปกับเหล้า และหวย มากเป็นอันดับหนึ่งและสอง) ซึ่งแปลว่าถ้ารัฐบาลหยุดฉีดยาชาเมื่อไหร่ ก็จะยิ่งตายเร็วเท่านั้น ซึ่งพอได้เงินกู้ยืมจากรัฐบาลแบบง่ายๆ แต่ไม่เข้าใจว่าจะต้องใช้คืน เงินที่ได้มาก็มิได้ไปลงทุนตามวัตถุประสงค์ของ การลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาสแบบแท้จริง ด้วยพฤติกรรมการใช้เงิน แบบวนลูปของ จน เครียด กินเหล้า ที่ไม่คิดจะกระโดดออกมา ก็เท่ากับว่าเงินที่ได้ไปสูญไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลลืมฉีดยาภูมิคคุ้มกันเรื่องการมีวินัยในการใช้จ่าย รวมไปถึงการศึกษานอกระบบที่ทำให้ประชาชนเหล่านั้น มีความรู้ในการประยุกต์เงินที่ได้มาทำเงินมากขึ้น ไม่ใช่สินค้า OTOP คือกล้วยปิ้ง หรือกล้วยเชื่อม ที่มีมูลค่าเพิ่มน้อยเกินไป ประเด็นสำคัญที่นโยบายทักษิโนมิกส์จะต้องทำควบคู่กันไปคือการส่งเสริมการสร้างสินค้าและโอกาสในการตลาด (จริงๆ มีส่วนหนึ่งในโครงการที่ทำสำเร็จยอดเยี่ยมมาก) รวมไปถึงการคิดว่าจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านมีความสามารถในการใช้หนี้คืนได้ และการตัดเงินกู้นอกระบบออกไป จะทำให้ยาขนานที่ชื่อว่าทักษิโนมิกส์มีประสิทธิภาพโดยแท้จริง

บทสรุปของทักษิโนมิกส์

ถ้าได้ติดตามบทความที่แล้วของผม (Paradox of Thrift) ก็จะทราบว่า การใช้จ่ายลงทุนของรัฐ ที่ถูกต้องคือการลงทุนในการสร้างภูมิคุ้มกันในระยาว ที่ไม่ใช่ยาชา เช่น + การลงทุนด้านการศึกษาผ่านการผ่าตัดการปฏิรูปการศึกษา ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนหลักสูตร แต่เน้นเรื่องการบริหารจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ + การลงทุนในเรื่องการสร้างเศรษฐกิจแบบฐานความรู้ การสร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งความรู้ของประชาชน โดยเฉพาะนอกโรงเรียน และความรู้ในชุมชน + การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ที่ช่วยให้ต้นทุนของการทำธุรกิจ และการเข้าถึงโอกาสอื่นๆ ของประชาชนต่ำลง เช่น การคมนาคมขนส่ง รถไฟ เครื่องบิน ถนนหนทาง โครงข่ายโทรศัพท์ ไฟฟ้า ประปา และโครงข่ายอินเตอร์เน็ต จะเป็นการช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวมากขึ้นในอนาคต + การลงทุนในด้านสาธารณสุข ที่ช่วยให้สุขอนามัย และอาหารการกินของเด็กและเยาวชนดีขึ้น จะทำให้พวกเค้าเติบโตขึ้นมาเป็นประชาชนที่มีคุณภาพด้านความคิด และสุขภาพกาย หรือ + การแก้ปัญหาแหล่งน้ำและที่ดินทำกิน ที่รัฐจะช่วยให้ชาวบ้านสามารถมีโอกาสในการแก้ปัญหาเรื้อรังเรื่องรายได้ ซึ่งการลงทุนด้านการศึกษาเป็นภูมิคุ้มกันที่แท้จริง ที่ผ่านมาหลายสถาบันการศึกษาเร่งผลิตบัณฑิต ที่ไม่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพราะรัฐมิได้เห็นความสำคัญ และรากเหง้าของระบบการศึกษาไทยอย่างแท้จริง (อันนี้ชัดเจนว่าติดประเด็นเหตุผลทางการเมือง 100%) อันที่จริงแล้วปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (อ่านได้จากบทความ ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก โดยผู้เขียนท่านนี้) ไม่ใช่การปิดประเทศ หรือทำเกษตรอย่างเดียวนะครับ ซึ่งจริงๆ หลายท่านก็ไม่เข้าใจว่าทำไมสิ่งที่รัฐบาลขิงแก่ขมิ้นอ่อนสื่อออกมาจึงเป็นเรื่องของการทำไร่ทำสวน ทำการเกษตร จึงทำให้คนไทยจำนวนมาก เข้าใจผิดอย่างรุนแรงเกี่ยวกับปรัชญาการใช้ชีวิต การทำธุรกิจ และการลงทุนแบบพอเพียง หากประชาชนมีความรู้ มีวินัยทางการเงิน มีความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ และยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงกันในสายเลือด นโยบายแบบทักษิโนมิกส์ก็สามารถนำมาใช้ได้ในระยะสั้นๆ ในช่วงที่เศรษฐกิจประเทศประสบปัญหารุนแรง (ย้ำว่าต้องรุนแรง) และประชาชนส่วนใหญ่ ต้องมีทัศนคติเรื่องการใช้จ่าย และการลงทุนที่ดีกว่านี้ เพราะว่าในระหว่างรักษาตัว ก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันใหม่ นั่นก็คือภูมิปัญญาที่ทราบว่าจะใช้เงินอย่างไร และจะลงทุนอย่างไรให้เกิดความสามารถในการใช้หนี้คืนได้ และพอหมดยาขนานนี้ ทุกคนหายดีแล้ว ก็เดินต่อกันเองได้ครับ แต่ปัจจุบันการนำเอาแนวคิดทักษิโนมิกส์มาใช้ เป็นไปได้ค่อนข้างยากที่จะได้ผลเป็นส่วนใหญ่ เพราะประชาชนจำนวนไม่น้อยยังขาดความเข้าใจในแนวคิดการดำรงชีวิต แบบเศรษฐกิจพอเพียง และมีวินัยในการใช้จ่ายที่ถูกต้อง ซึงในระหว่างการฉีดยาทักษิโนมิกส์เข้าไปนั้น รัฐมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างภูมิคุ้มกันเรื่องวินัยระยะยาวคู่ขนานกันไป อย่างไรก็ตามได้มีหมู่บ้าน และชุมชนจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันเรื่องของวินัยการใช้จ่าย และแนวคิดการลงทุนที่ถูกต้อง ตกผลึก ซึ่งยาทั้งสองขนานนำไปใช้คู่กันได้ผลเป็นอย่างยิ่ง

เกี่ยวกับผู้เขียน
ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ ปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาเอกสาขา Computational Mechanics จาก Imperial College of Science, Technology and Medicine มหาวิทยาลัยลอนดอน ปัจจุบันเป็น CEO บริษัท InfinityIT Corporation จำกัด คร่ำหวอดอยู่ในวงการธุรกิจเทคโนโลยี เป็นนักวิชาการอิสระ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวด้านนี้ได้อย่างน่าฟัง จากประสบการณ์จริง ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษหลักสูตร MBA จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ วิทยาลัยนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ เป็นอีกหนึ่งท่าน ที่ขอเป็นอีกแรง ช่วยผลักดัน การเผยแพร่เรื่องราววิทยาศาสตร์ดีๆ สู่ประเทศไทย ผ่านวิชาการ.คอม