กงจักรเสน่หา

กงจักรเสน่หา

หลังจากชีวิตคู่ประสบความล้มเหลว เขาคิดว่าตัวเองคงจะเข็ดหลาบกับความรัก แต่ทว่าเมื่อได้พบเธอ ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป

ผู้เขียน อักษรายุทธ ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

คุณหมอคนใหม่

        ช่วงบ่ายของทุกวัน ผมมอบนโยบายต่อครูฝึกให้ฝึกทหารกลางแดดประมาณสองชั่วโมง ทั้งวิ่งไปตามด่านทดสอบกำลังใจ ปีนป่าย ลอดลวดหนาม กระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง รวมถึงการฝึกใช้อาวุธประจำกาย ไม่ว่าสภาวะอากาศจะเป็นอย่างไร ฝนตก แดดจ้า ทหารทุกคนมีหน้าที่ฝึกและเตรียมความพร้อมทางร่างกายจิตใจ เพื่อการปกป้องประเทศชาติ

        และแน่นอนว่าผมต้องลงไปยืนตากแดดด้วยเสมอ นายทหารที่ดีควรทำเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าสั่งคนอื่นตากแดด แต่ตัวเองกลับอยู่ในห้องแอร์

        แต่บ่ายวันนี้ผมสั่งงดฝึก เพราะมีการแข่งขันฟุตบอลภายในหน่วย อากาศไม่ร้อนมากนัก ท้องฟ้ามีเมฆอยู่เจ็ดในแปดส่วน แสงแดดโดนบดบังไปหมด ลมพัดแรงจนธงที่มุมสนามฟุตบอลทั้งสี่ด้านโบกสะบัด

        นักเตะของทั้งสองทีมห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด ถึงแม้ในเวลาปกติทั้งหมดคือเพื่อนร่วมงาน แต่เมื่อสวมจิตวิญญาณนักฟุตบอล ชั้นยศหรือรุ่นพี่รุ่นน้องต่างทิ้งไว้ข้างสนามจนหมดสิ้น

        วันนี้มีกองเชียร์มากมายกว่าปกติ เพราะเป็นวันพิธีปิดการแข่งขันกีฬาภายใน โดยเฉพาะกองพันของผมนั้น ร้อยเอกอัศวิน การัณยเกศ หรือ ผู้กองอาร์ท ผู้บังคับกองร้อยที่หนึ่ง จัดกองเชียร์สาวๆ มาเพียบ น่าจะเป็นโคโยตี้จากผับใดผับหนึ่ง ต่างเต้นแร้งเต้นกาส่งเสียงวี๊ดว้าย

        ตอนนี้ผ่านไปแล้วแปดสิบนาที ยังไม่มีฝ่ายใดทำประตูได้ หากครบเก้าสิบนาทีผลยังเป็นเช่นนี้ ตามกติกาจะต้องต่อเวลาอีกสามสิบนาที หากยังเสมอกันอีกต้องยิงลูกโทษตัดสินฝ่ายละห้าคน

        ทันใดนั้น หมายเลขสิบทีมคู่แข่งตัดบอลได้ที่กลางสนาม จ่ายบอลอย่างเฉียบขาดให้กองหน้าหมายเลขเก้าหลุดเดี่ยว

        ผมตะโกนสั่งลูกทีมดังลั่นลั่น “เฮ้ย! ตามไป อย่าให้มันยิงได้นะ”

        จ่าอู๊ด กองหลังฝ่ายผมควบตามอย่างไม่คิดชีวิต ผมเห็นกิริยาท่าทางประสงค์ร้ายของจ่าอู๊ดแล้วตะโกนอีกครั้ง “เฮ้ย! อย่า ไอ้อู๊ด อย่า!!!”

        ห้ามไม่ทันเสียแล้ว จ่าอู๊ดยื่นขาไปถีบบั้นท้ายกองหน้าฝ่ายโน้นล้มกลิ้งโค่โล่ แน่นอนว่ากรรมการเป่านกหวีดยาวทันที ..ปรี๊ดดด!!..

        ตามกติกาสำหรับการกระทำอันทุเรศเยี่ยงนี้ กรรมการไม่ลังเลที่จะล้วงใบแดงจากกระเป๋าเสื้อ จ่าอู๊ดเดินคอตกออกจากสนามทันที ทำให้ทีมผมเหลือผู้เล่นเพียงสิบคน

        เวลาเหลือไม่ถึงสิบนาที ตัวผู้เล่นน้อยกว่า ทีมผมต้องเล่นตั้งรับมากขึ้น รอจังหวะสวนกลับ จนเวลาเดินทางมาถึงนาทีสุดท้าย จ่าเนตรปีกความเร็วสูงฝ่ายผมได้รับบอลจากกราบขวาแล้วควบตะบึงขึ้นหน้าด้วยความเร็ว

        ผมเห็นดังนั้นจึงวิ่งไปที่ว่างหน้าประตูแล้วโบกไม้โบกมือขอบอล “เนตร..เนตร ส่งมา เนตร!!!”

        บอลถูกปล่อยจากเท้าชั่งทองของจ่าเนตร ลอยโค้งข้ามมือผู้รักษาประตูและกองหลังฝ่ายตรงข้าม จนมาถึงวิถีที่ผมวิ่งมาพอดี ผมกระโดดขึ้นสุดเหยียด ..ฮึ่บบบ!!!..

        ..ผลั๊วะ!!.. บอลเข้าเต็มกบาลพอดี จ่าเนตรโยนบอลแม่นจริงๆ ...สวบบบ!!!... ตุงตาข่าย

        เสียงเฮดังสนั่น โคโยตี้ข้างสนามดีดดิ้นเสมือนจับได้ว่าผัววัยรุ่นแอบไปม่านรูดกับป้าวัยดึก “กรี๊ดดด!! กรี๊ดดด!! ผู้พันพี่ก้อง สู้ๆๆๆ กรี๊ดดด!!!”

        และแล้วกรรมการก็เป่านกหวีดยาวเป็นสัญญาณหมดเวลาการแข่งขัน กองพันที่หนึ่งของผมชนะเลิศการแข่งขันกีฬาฟุตบอลภายใน

        ผู้กองอาร์ทและผู้เล่นรวมถึงโคโยตี้วัยใสต่างวิ่งเข้ามาเขย่าตัวผมด้วยความดีใจ พากันร้องตะโกนว่า “เราเป็นแชมป์ ชนะแล้ว ไชโย! ไชโย!”

        พิธีปิด ผู้บัญชาการกรุณาให้เกียรติมอบรางวัลให้นักกีฬาทุกประเภท สำหรับรางวัลชนะเลิศฟุตบอลที่กองพันของผมได้รับคือถ้วยรางวัลและเงินบำรุงทีมหนึ่งหมื่นบาท

        ระหว่างที่รับรางวัล สังเกตเห็นผู้หญิงที่เป็นคนเชิญรางวัลให้ผู้บัญชาการกำลังจ้องผมเขม็งด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ใคร?”...

        คืนนี้ผมไปที่กองพันเพราะมอบหมายให้ หมวดน้อย ซึ่งรับหน้าที่นายทหารการเงินจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ฉลองความสำเร็จที่ลานคอนกรีตด้านหน้า เรื่องอาหารแกประสานแม่บ้านของข้าราชการให้มาช่วยประกอบอาหาร ขวัญกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่ดีคือการบำรุงรักษาขวัญของผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดีอยู่เสมอ

        งานเลี้ยงไปไปด้วยความสนุกสนาน ทหารกินดื่มเต็มที่ ผลัดกันขึ้นไปร้องเพลงเสริมความครึกครื้น ผู้กองอาร์ทถามผมว่า “พี่ก้องเห็นหมอคนใหม่รึยังครับ ส๊วยสวย!!”

        น้องอีฟแฟนวัยละอ่อนของมันหยิกแขนทันที “สวยแล้วทำไมคะ จะจีบหรือไง”

        หมวดน้อยกล่าวเสริมว่า “ใช่ครับผู้พัน สวยจริงครับ สวยเหมือนนางสีดา”

        ผมถามด้วยความสงสัยว่า “เหรอ..ใครวะ ชมกันจังเลย เป็นนางฟ้ารึไง ทำไมผมไม่เคยเห็นล่ะ”

        ผู้กองอาร์ทยังไม่สลด บอกว่า “พี่ไม่ค่อยโผล่ไปไหนเลย จะเห็นได้ยังไงครับ หมอเพิ่งย้ายมาจากระยองได้สองสัปดาห์ครับ ผมแกล้งป่วยแทบทุกวัน ฮ่าฮ่า”

        พูดแบบนี้วอนเล็บมือนางซะแล้ว และไม่ทันขาดคำ ...แคว่กกก!!!... “โอ๊ยยย!!” ผู้กองอาร์ทร้องลั่น แต่ยังหน้าด้านพูดต่อ “วันนี้หมอก็มาครับ คนที่เชิญรางวัลให้ผู้บัญชาการไงครับ พี่ไม่เห็นเหรอ”

        คนหน้าดุเหมือนเหมือนเสือคือหมอคนใหม่รึ?...

        เช้าวันต่อมา

        ผมเดินลงมาหาหมวดน้อยที่ห้องธุรการชั้นล่างแล้วถามว่า “หมวดมียาแก้ท้องเสียรึเปล่า สงสัยเมื่อคืนดื่มมากไปหน่อย เข้าห้องน้ำทั้งคืนเลย”

        หมวดน้อยรีบไปดูที่ตู้ยาประจำกองพันแล้วกล่าวรายงานหน้าเจี๋ยมเจี๊ยมว่า “เอ่อ..ยาหมดครับ”

        ผมดุทันที “เฮ้ย..ปล่อยให้ยาหมดได้ยังไงวะ ถ้ามีทหารเจ็บป่วยขึ้นมาจะทำยังไง จัดการเบิกมาให้เรียบร้อยเลยนะ”

        หมวดน้อยหน้าจ๋อย ยืนชิดเท้ารับคำสั่งเสียงดังลั่น “ทราบครับ จะรีบดำเนินการครับ”

        ผมก็เลยต้องไปโรงพยาบาลของค่ายเพื่อหาหยูกยามาบรรเทาอาการท้องเสีย ไปถึงก็แจ้งความประสงค์ที่ห้องบัตร จากนั้นรอที่หน้าห้องตรวจ

        ไม่นานนักพยาบาลก็ขานชื่อ “พันโทก้องภพเชิญที่ห้องตรวจสองค่ะ”

        ผมเดินโซซัดโซเซมาถึงหน้าห้องตรวจ เหลือบมองป้ายแสดงชื่อแพทย์ ..ร้อยเอกหญิง แพทย์หญิงลดา เตชาสิทธิ์.. ใครกัน? ทำไมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน

        เมื่อเข้าห้องผมก็ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ เสียงหวานใสแต่แฝงความดุดังขึ้นว่า “ทำอะไรมาล่ะถึงป่วย ดื่มเหล้า รึว่าจูบผู้หญิงมาก”

        ใครกล้าทักทายผมแบบนี้ เงยหน้าขึ้นมอง ปรากฎว่าเป็นผู้หญิงคนเมื่อวานที่เชิญรางวัลและมองผมด้วยสายตาไม่เป็นมิตร แน่นอนว่าเป็นคนที่ผู้กองอาร์ทบอกว่าคือหมอที่ย้ายมาใหม่

        เมื่อได้เห็นหน้าอย่างชัดเจน ผมถึงกับตะลึงงัน เธอผู้นี้หน้าเรียวได้รูป ดวงตากลมโต ขนตาธรรมชาติยาวเป็นแพ ปากกระจับอวบอิ่มน่าจุมพิตเชิดรั้งเล็กน้อยแสดงนิสัยถือดีไม่ยอมใคร คิ้วโก่งงอนดั่งคันศร ผมยาวสีดำสนิทปล่อยยาวไปด้านข้าง ใส่เสื้อกราวน์สีขาวทับเสื้อเชิ้ตสีเหลืองข้างใน

        เธอเห็นผมจ้องอยู่นานก็ดุด้วยความไม่พอใจว่า “ผู้พันมองอะไร แล้วป่วยเป็นอะไรมา”

        ผมสะดุ้ง ตอบอย่างอายๆ ว่า “มะ..ไม่ได้มองอะไรครับ ผมท้องเสีย สงสัยเมื่อคืนดื่มเหล้ามากไปหน่อย แต่ไม่ได้ไปจูบผู้หญิงแบบที่หมอบอกนะครับ”

        หมอหน้าดุบ่นว่า “กวนเหรอ หมอก็พูดไปตามที่เห็น ตอนบ่ายมีเด็กสาวมาเต้นเชียร์ที่ข้างสนาม กลางคืนมีสาวมานั่งในงานด้วย รู้สึกวันก่อนจะพาผู้หญิงไปเดินตลาดด้วยใช่มั้ย”

        ผมแขวะกลับว่า “สะกดรอยตามผมรึไง รู้ละเอียดจริงๆ”

        หมอคนสวยย้อนกลับอย่างไม่ยอมแพ้ “ใครสะกดรอย บังเอิญผ่านไปเห็นทั้งนั้นแหล่ะ ผู้พันมีอะไรให้น่าตามมิทราบ”

        ผมรีบโบกไม้โบกมือบอกว่า “สุดแท้แต่หมอจะคิดแล้วกัน ก่อนอื่นหายามาให้ผมเถอะ ต้องไปทำงานอีก ขี้เกียจเถียงแล้ว”

        เธอบ่นขมุบขมิบแล้วเขียนใบสั่งยาให้ บอกว่า “เชิญไปรับยา อย่าดื่มเหล้าให้มากนัก ผู้พันแก่แล้วนะ ที่สำคัญลดความเจ้าชู้ลงบ้าง”

        ผมออกจากห้องตรวจอย่างไม่สบอารมณ์นัก หมอคนนี้ถึงหน้าจะสวยชวนฝัน แต่ปากช่างร้ายไม่ยอมใครเหลือเกิน

        เมื่อได้รับยา เจ้าหน้าที่อธิบายวิธีการรับประทาน จนถึงกล่องสุดท้ายก็หัวเราะแล้วบอกว่า “อันนี้หนูคงไม่ต้องบอกผู้พันนะคะว่าใช้ยังไง ฮิฮิ”

        ผมงุนงงกับคำพูด ยาอะไรก็บอกมาสิ ไม่รู้ว่าจะเล่นลิ้นทำไม ผมเลยหยิบกล่องขึ้นมาดู ปรากฎว่าเป็นถุงยางอนามัยกล่องเบ้อเริ่ม

        “ใครสั่งมาวะ ผมท้องเสีย ไม่ต้องใช้ถุงยาง”

        “ฮิฮิ ไม่รู้ค่ะ หมอลดาสั่งมาแบบนี้ หนูต้องจัดตามใบสั่งยาค่ะ”

        ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนแกล้งผมแบบนี้เลย ที่ผ่านมามีแต่คนเอาอกเอาใจ งานนี้ต้องแกล้งกลับให้สาสม

        กลับจากโรงพยาบาลอย่างหงุดหงิด ผมขึ้นไปบนห้องทำงาน บนโต๊ะมีแฟ้มวางอยู่ ปรากฏว่าเป็นคำสั่งด่วน ใจความสรุปว่าอีกสองวันให้จัดกำลังหนึ่งกองร้อยร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้และฝ่ายปกครองของอำเภอบ่อทองไปสกัดจับผู้บุกรุกผืนป่าคลองตะเคียน

        ทหารอย่างผมชอบนักกับการไล่ล่าคนเลว ป่าไม้มีคุณอนันต์แต่พวกระยำกลับทำลาย คำสั่งผมไม่ติดใจ แต่สะกิดใจตรงมีคณะแพทย์ติดตามสามนาย แพทย์ชายหนึ่งนาย บุรุษพยาบาลหนึ่งนาย และอีกคนในคำสั่ง

        ..ร้อยเอกหญิง แพทย์หญิงลดา เตชาสิทธิ์...

        “ชิ..ยัยหมอจอมแสบด้วยเรอะ ไปเป็นตัวถ่วงทำไม ไม่ชอบขี้หน้าซะด้วย หาเรื่องไปต่อว่าดีกว่า”

        ดังนั้นตอนเที่ยงผมจึงไปโรงพยาบาลค่ายอีกครั้ง เห็นหมอคนสวยกำลังจะขึ้นรถพอดี จึงไม่พลาดที่จะยียวนกวนประสาท “จะไปไหน กลับบ้านแล้วรึไง โดดงานนี่หว่า”

        หมอลดาเท้าเอว เชิดหน้าสู้ตา เถียงอย่างไม่ยอมแพ้ว่า “ใครโดดมิทราบ หมอแค่จะออกไปทานข้าวกับเพื่อน เดี๋ยวก็กลับมาทำงานต่อ ตัวเองโดดงานไปนอนกอดสาวบ่อยรึไง”

        “ถ้าใช่แล้วจะทำไม เออ..ขอบคุณสำหรับถุงยางกล่องใหญ่นะ ถ้าได้ใช้จริงๆ จะเอามาให้ดู”

        หมอลดาลืมตาโพลง หน้าแดงก่ำด้วยความขุ่นเคือง บ่นว่า “ว้าย! ผู้พันพูดกับผู้หญิงแบบนี้ได้ยังไงกัน”

        “แล้วสั่งให้ผมทำไมล่ะ นึกว่าอยากดูน่ะสิ” พลันนึกถึงจุดประสงค์ที่มาได้ จึงถามเรื่องคำสั่ง “หมอจะไปลาดตระเวนด้วยทำไม ผู้บุกรุกป่ามีกำลังเท่าไหร่ยังไม่แน่ชัด อีกอย่างไอ้พวกนี้มีอาวุธอันตรายด้วย”

        หมอลดากวนประสาทต่อว่า “หมออยากไปลาดตระเวนสักครั้งให้สมกับที่เป็นทหาร ติดยศร้อยเอกแล้วยังไม่เคยเข้าป่าเลย ยังไงก็จะไป มีปัญหารึเปล่า”

        “ผมจะไปบอกท่านรองฯ ให้แก้คำสั่ง”

        หมอลดาเดินถอยหลังหนี แลบลิ้นยียวนไปด้วย “แหว่ะ..ขี้ฟ้อง รองฯ เป็นคุณอาของหมอ จ้างก็ไม่กลัว แบร่แบร่”

        ผมอดขำกับท่าทีตลกแกมน่ารักของหมอคนสวยไม่ได้ แต่ทว่า!

        หมอลดาที่กำลังเดินถอยหลัง ไม่ได้รู้ตัวเองว่าโผล่พรวดไปอยู่กลางถนน รถกระบะคันหนึ่งวิ่งมาพอดี ถึงจะขับไม่ไวมาก แต่ระยะกระชั้นชิด

        ผมตะโกนสุดเสียงทันทีว่า “หมอ...ระวัง!!!”

        ได้ยินผมร้องตะโกน เธอหยุดทำพิเรนท์แล้วหันไปดูแล้วร้องลั่นด้วยความตกใจ “กรี๊ดดด!!!”

        ผมสวมวิญญาณผู้รักษาประตูทีมชาติไทย สปริงดีดข้อเท้าพุ่งไปคว้าตัวหมอจอมกวน กันชนรถคันนั้นเฉี่ยวปลายเท้าไปนิดเดียว ผมคว้าเธอมาในอ้อมกอด ตัวไถลไปบนพื้นถนน

        รถกระบะคันนั้นเบรคดังเอี๊ยด นายสิบคนหนึ่งรีบลงจากรถหน้าตาตื่น เข้ามาถามด้วยความเป็นห่วงว่า “ผู้พันกับหมอเป็นอะไรรึเปล่าครับ”

        ตอนนี้ผมนอนหงายโดยมีหมอลดาทับด้านบน แม้เธอรูปร่างบอบบาง แต่หน้าอกหน้าใจใหญ่เกินตัว ก้อนเนื้อนุ่มแฝงแรงดีดสะท้อนบดบี้กับแผ่นอก ผมถึงกับลืมเจ็บเลยทีเดียว

        หมอลดาได้ยินเสียงเรียกก็ตื่นจากภวังค์ รีบลุกขึ้นแล้วตอบว่า “ไม่เป็นไรหรอกหมู่ หมอขอโทษด้วยนะที่ไม่ได้ระวัง”

        หมู่คนนั้นเข้ามาพยุงตัวผมลุกขึ้น อุทานว่า “โห..ผู้พันครับ แขนเลือดออกเต็มเลย ผมขอโทษนะครับ”

        ผมโบกไม้โบกมือบอกว่า “ไม่เป็นไร แผลแค่แมวข่วน ไม่ใช่ความผิดหมู่หรอก ความผิดของคนบ้าบอคนหนึ่งน่ะ”

        หมอลดายื่นหน้ามาใกล้แล้วถามว่า “ว่าใครมิทราบ”

        ผมชี้นิ้วไปที่เธอ แต่ยกแรงไปหน่อย แผลตึงทันที “หมอนั่นแหล่ะ อูยยย..”

        หมอลดาหัวเราะสดใส เป็นครั้งแรกที่เห็นเธอหัวเราะจนเห็นฟันขาวเป็นระเบียบ “ฮิฮิ เจ็บแล้วยังจะซ่าอีก เอ่อ..หมู่คะ รบกวนพยุงผู้พันไปที่ม้าหินอ่อนตรงนั้นหน่อยสิ หมอจะทำแผลให้ตาแก่”

        หมู่พยุงผมไปที่ม้าหินอ่อนใต้ต้นจามจุรี จากนั้นขอตัวไปทำธุระต่อ ส่วนหมอลดาเดินเข้าไปที่ห้องทำงานเพื่อเตรียมอุปกรณ์

        สักพักเธอสะพายกระเป๋าแพทย์มานั่งเคียงข้าง จับแขนข้างที่มีเลือดไหลยกขึ้น บรรจงทำแผลให้อย่างเบามือ ผมมองหน้าด้านข้างเธอไปด้วย ช่างสวยปานนางฟ้า

        “คราวหน้าหมอต้องระวังนะครับ ผมคงอยู่ช่วยไม่ได้ตลอด”

        หมอลดาบดขยี้สำลีชุบทิงเจอร์กับแผลผมแรงๆ “ใครอยากให้ผู้พันมาดูแล นี่แน่ะๆ ขี้ตู่ที่สุด”

        ผมแหกปากร้องเหมือนเด็กด้วยความเจ็บ “โอ๊ย!!!”

        หมอลดาทำแผลไปก็บ่นไปด้วย “นี่ถ้าไม่เห็นว่าช่วยไว้นะ จ้างก็ไม่ทำแผลให้แบบนี้หรอก”

        ผมนึกขึ้นได้ก็เลยถามว่า “ไม่ออกไปทานข้าวแล้วรึ”

        เธอส่ายหน้า บอกว่า “จะไปได้ยังไงล่ะ ทำแผลให้ตาแก่อยู่เนี่ย บ่ายโมงต้องไปตรวจสุขอนามัยโรงนอนทหารอีก เอ้า..เสร็จแล้ว ผู้พันไปได้”

        ผมถามด้วยความเป็นห่วงว่า “หิวหรือเปล่า”

        เธอส่ายหน้าแล้วบอกว่า “หมอทนได้” แต่ทว่าเสียงท้องกลับไม่ปฏิเสธด้วย ...จ๊อกกก!!...

        ผมส่ายหน้า ถือวิสาสะจูงมือเธอเข้าไปในห้องรับแขกของโรงพยาบาล สั่งทหารไปบอกแม่ครัวที่สโมสรสัญญาบัตรให้ทำอาหารจานด่วนมาสองจาน

        หมอลดาบีบแผลจนผมร้องลั่น “โอ๊ยยย!! เจ็บนะ”

        เธอดุว่า “ปล่อยมือได้หรือยัง ฉวยโอกาสนะตาเฒ่าหัวงู”

        ผมรีบออกตัวปฏิเสธว่า “ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เห็นหิวจนท้องร้องก็รีบพามาหาอะไรทาน ว่าแต่บ่นว่าฉวยโอกาส หมอเองก็ไม่ดึงมือออกตั้งแต่แรกด้วย ถามจริง คิดอะไรกับผมรึเปล่า”

        “ทำไมถึงเป็นคนขี้ตู่และหลงตัวเองอย่างนี้นะ ผู้พันนี่เซี้ยวที่สุด”

        ไม่นานนัก ทหารก็ยกอาหารพร้อมน้ำดื่มมาให้ ของผมเป็นข้าวผัดพริกแกงไข่ดาว แม่ครัวจัดหอยลายผัดเผ็ดใส่จานเล็กๆ มาให้ด้วย ส่วนของหมอลดาเป็นข้าวหมูกระเทียมและไข่เจียวหมูสับ

        เราทานอาหารและพูดคุยจนเกือบบ่ายโมง จึงเตรียมแยกย้ายไปทำงาน หมอลดาบอกว่า “ถึงจะไม่ชอบขี้หน้าผู้พันหัวงู แต่ขอบคุณมากนะที่ช่วยวันนี้”

        ผมยิ้มกรุ้มกริ่มแล้วบอกว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมมีอะไรที่รู้สึกดีกว่าเจ็บแผลอีกนะ”

        เธอเบิกตากว้าง หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก ถามตะกุกตะกักว่า “ระ..รู้สึกดี อะไรเหรอ”

        “รู้สึกดีตอนที่หมอนอนทับน่ะ นิ้มนิ่ม ฮ่าฮ่า”

        ตอบเสร็จ ผมรีบวิ่งหนีส้อมที่ถูกปาตามหลัง พร้อมกับเสียงก่นด่าดังลั่น

        “ไอ้เฒ่าหัวงูบ้า ขอให้แผลติดเชื้อตายไปเลย!!”...

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา