กงจักรเสน่หา

กงจักรเสน่หา

หลังจากชีวิตคู่ประสบความล้มเหลว เขาคิดว่าตัวเองคงจะเข็ดหลาบกับความรัก แต่ทว่าเมื่อได้พบเธอ ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป

ผู้เขียน อักษรายุทธ ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

บันทึกหน้าแรก

        ยามที่หน้าปัดนาฬิกาเรืองแสงของ หอนาฬิกาพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ หรือเรียกกันว่า หอนาฬิกาบิ๊กเบน ต้องแสงไฟโดยมีอาคารรัฐสภาอังกฤษเป็นฉากหลังช่างสวยงดงามเหลือเกิน

        หอนาฬิกาแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ ระฆังเล็กดังทุกสิบห้านาที ระฆังใหญ่ดังทุกหนึ่งชั่วโมง เสียงระฆังบอกเวลาของนาฬิกานี้นอกจากไพเราะกังวานแล้ว ยังมีความสำคัญ เพราะหอดูดาวที่เมืองกรีนิชเป็นศูนย์ควบคุมเวลามาตรฐาน สถานีวิทยุบีบีซีถ่ายทอดเสียงการตีบอกเวลาของนาฬิกาเรือนนี้ ให้ได้ยินไปทั่วโลก

        ผมชื่อ พันเอกก้องภพ อารยคุปต์ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เพิ่งเดินทางมาถึงเพื่อรับตำแหน่งและรายงานตัวกับเอกอัครราชทูตไทยเมื่อวาน หลังจากนี้มีเวลาว่างสองสัปดาห์ก่อนเริ่มปฏิบัติงาน ดังนั้นผมจึงถือโอกาสนี้ท่องเที่ยวในดินแดนผู้ดีเพื่อเพิ่มพูนประสบการและเปิดโลกทรรศน์

        คืนนี้ผมยังคงเหม่อมองหอนาฬิกาบิ๊กเบนจากหน้าต่างห้องนอน หลงเสน่ห์ของเจ้านาฬิกาเรือนนี้อย่างไม่รู้ตัว เข็มของมันเคยหยุดนิ่งหรือหมุนกลับบ้างไหมนะ แต่คงไม่ เพราะเป็นนาฬิกาที่สำคัญที่สุดในโลก ดังนั้นจะต้องมีการดูแลอย่างดีที่สุด

        เหลียวมองภรรยาที่กำลังหลับพริ้มอยู่บนเตียงแล้วอดยิ้มมิได้ กว่าที่ผมและเธอจะมาถึงจุดนี้ ได้ผ่านอะไรมามากมายที่ทั้งหวานชื่นและขมขื่น

        ผมหยิบสมุดปกหนังขึ้นมา หลับตาครู่หนึ่งเสมือนดึงความทรงจำในอดีตกลับคืน จากนั้นจรดปากกาเพื่อบันทึกหลายเหตุการณ์ทั้งที่น่าจดจำและไม่น่าจดจำลงไป...

        เรื่องราวของผมทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อหลายปีก่อน วันนั้นสนามบินสุวรรณภูมิคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ไม่ว่าจะมารอรับคนรักหรือรอส่งญาติมิตร เก้าอี้นั่งรวมถึงร้านรวงต่างแน่นขนัด

        ขณะนั้นผมยังครองชั้นยศพันโท ดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพันที่หนึ่ง กรมทหารราบที่ยี่สิบเอ็ดรักษาพระองค์ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองชลบุรีอันเจริญมั่งคั่ง วันนั้นผมก็เป็นอีกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของสนามบินแห่งนี้เพื่อรอรับภรรยาและลูกสาว

        ปกติเมื่อถึงช่วงปิดเทอมใหญ่ ภรรยาของผมจะพาลูกไปต่างประเทศเสมอ ด้วยความที่บ้านเธอเป็นร้านขายวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ของจังหวัดนครปฐม ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นบริษัทปูนซีเมนต์หรือกระเบื้อง มักนำลูกค้าที่ทำยอดขายได้ตามเป้าไปท่องเที่ยว แต่ครั้งนั้นพิเศษกว่าตรงที่อาอี๊ (น้า) ของเธอซึ่งมีสามีเป็นชาวนอร์เวย์ ชักชวนไปเที่ยวบ้าน นี่ก็เกือบสองเดือนแล้วที่ผมไม่ได้พบพวกเธอเลย

        ตรงจุด meeting point สายตาผมจับจ้องบรรดาผู้โดยสารขาเข้าที่ออกมาจากด้านใน หัวใจเต้นแรงเมื่อเห็น เจ๊กิม หรือ นางกิมเอ็ง จิระดำรง แม่ยายของผมเข็นรถมาพร้อม เด็กหญิงภีรดา หรือ น้องพลอย ลูกสาววัยเจ็ดปี

        เด็กผู้หญิงที่ไปสัมผัสอากาศเยือกเย็นของสแกนดิเนเวีย หน้าขาวใสอมชมพู ปล่อยผมยาวสลวย สวมหมวกไหมพรมสีขาวและเสื้อกันหนาวตัวใหญ่ เข้าชุดกับกางเกงยีนส์และรองเท้าบู๊ทครึ่งแข้ง เธอเห็นผมก็ชูไม้ชูมือดีใจ ตะโกนเรียกคุณพ่อเสียงดังลั่น

        แต่ที่ทำให้ผมตื่นเต้นไม่แพ้กันนั่นคือผู้หญิงอีกคนที่เข็นรถตามหลังมา สาวที่หน้าตาซึ่งใครเห็นก็ต้องทราบว่าเป็นลูกครึ่งไทย-จีน ผมสีดำขลับปล่อยยาวสยาย รูปร่างสูงโปร่งสมส่วนของวัยสาว เธอแต่งกายแบบเดียวกับลูกสาวราวกับฝาแฝด วิลันดา!!! ภรรยาสุดที่รักของผมเอง

        ผมรีบวิ่งเข้าไปหาทั้งสามคน ยกมือไหว้แม่ยายแล้วทักทายว่า “สวัสดีครับแม่ เที่ยวสนุกไหมครับ”

        เจ๊กิมตอบอย่างยิ้มแย้มว่า “สนุกดี แต่อั๊วแก่แล้ว เจออากาศหนาวก็แย่เหมือนกัน”

        น้องพลอยเกาะแขนผมแล้วฟ้องว่า “อาม่านอนทั้งวันเลยค่ะ กินแล้วก็นอน”

        ผมอุ้มลูกขึ้นมาแล้วหอมแก้มหนักหน่วงด้วยความคิดถึง “ตัวเองก็กลมกะปุ๊กลุ๊กเลยนะ ขอพ่อหอมหน่อยซิ แก้มแด๊งแดง จ๊วบๆๆๆ ฮ้า..ชื่นใจ”

        วิลันดาหน้าตูม ยืนเท้าเอวแล้วพูดกระเง้ากระงอดว่า “ไม่เจอกันตั้งนาน พี่ก้องไม่คิดถึงวิเลยใช่ไหมคะ”

        ผมต้องรีบวางน้องพลอยแล้วเข้าไปสวมกอดเมียรัก ถึงแม้เธออายุสามสิบกว่าปีแล้ว แต่ยังคงสวยเด้งตะเบงชะเวตี้ไม่แปรเปลี่ยน “วิอย่างอนสิครับ พี่ก้องคิดถึงเมียที่สุดเลย”

        ผมหอมทั้งแก้มซ้าย แก้มขวา หน้าผาก คาง ปาก แม่ยายกระแอมดังลั่นแล้วบอกว่า “เอ่อ..เดี๋ยวอั๊วพาหมวยเล็กไปรอที่ร้านอาหารก่อนนะ หิวแล้ว”

        วิลันดากอดคอผมแล้วถามว่า “พี่ก้องว่าวิอ้วนขึ้นบ้างรึเปล่า ไม่กล้ามาเจอพี่เลยนะเนี่ย”

        ผมลูบไล้หน้าท้องแบนราบของเธออย่างขบขันแล้วบอกว่า “อ้วนเอิ้นอะไรกัน วิยังหุ่นสุดยอดเหมือนเดิม” จากนั้นกระซิบข้างหูอย่างกรุ้มกริ่มว่า “วิอยู่ที่โน่นทานแต่นมเนย ดูสิ นมก็ใหญ่ขึ้น ตูดก็ใหญ่โตมโหฬาร บรึ๋ยยย! พี่ไม่อยากนึกภาพคืนนี้”

        วิลันดาหน้าแดง ทุบอกผมรัวแล้วบอกว่า “บ้าๆ ใครจะยอม ทำมาพูดเอาใจ ไปค่ะ ม๊ารอทานข้าว” แล้วเราก็เดินจูงมือกันแน่นด้วยความคิดถึงไปที่ร้านอาหารซึ่งสองคนนั้นรออยู่

        พลันที่กลับมาถึงจังหวัดนครปฐม พ่อแม่ลูกหลานได้พบหน้าต่างกอดกันกลม ท่ามกลางรอยยิ้มสดใสของลูกจ้างในร้าน เพราะเถ้าแก่เหงามาเดือนกว่า เสียงสนทนาไต่ถามสารทุกข์สุกดิบดังโขมงโฉงเฉง น้องพลอยนั่งตักอากงแล้วเล่าประสบการณ์ต่างแดนให้ฟังอย่างสนุกสนาน

        วิลันดาซื้อแยมผลไม้ ปลากระป๋องและปลาแซลมอนแบบรมควันมามากมาย เธอบอกว่าปลากระป๋องจากนอร์เวย์อร่อย ไม่เหม็นคาว นำมายำแบบไทยๆ แล้วอร่อยมาก เธอยังมีน้ำใจซื้อมาฝากลูกจ้างในร้านด้วย

        เสียงขอบคุณดังลั่น “ขอบคุณครับอาเจ้”

        นึกถึงสรรพนามการเรียกชื่อแล้วก็ขำ ลูกจ้างร้านนี้เรียกพ่อตาแม่ยายว่าเถ้าแก่และเถ้าแก่เนี๊ยะ เรียกวิลันดาว่าอาเจ้ เรียกน้องพลอยว่าหมวยเล็ก

        ส่วนผมนั้นมีสรรพนามที่ผู้อื่นใช้เรียกหลายชื่อ ถ้าอยู่หน่วยทหาร เพื่อนจะเรียกไอ้ก้อง ไอ้เหี้ยก้อง ไอ้ม้า (ตามขนาดของ?) รุ่นน้องเรียกพี่ก้อง เจ้านายเรียกไอ้ก้อง แต่ถ้ากำลังโมโหหรือหงุดหงิดจะเติมสรรพนามว่าไอ้ห่าก้อง ส่วนผู้ใต้บังคับบัญชาเรียกผู้พัน แต่บรรดาลูกจ้างร้านพ่อตากลับเรียกผมแบบมาเฟียฮ่องกงไปซะได้ ...ตั้วเฮีย!!!..

        เถ้าแก่วิชัย หรือ เฮียใช้ คหบดีใหญ่ของเมืองนี้ซึ่งดำรงตำแหน่งพ่อตาของผม เอ่ยถามว่า “ไม่เจอกันเป็นเดือนเลยนะอาก้อง งานการเป็นยังไงบ้าง”

        “ขอโทษที่ไม่ได้มาเยี่ยมเลยนะครับ งานก็ยุ่งนิดหน่อย มีทั้งเตรียมการฝึกภาคสนาม งานพัฒนาและการช่วยเหลือประชาชนครับ”

        ผมเรียกเฮียใช้ว่าพ่อ เพราะผมเป็นคนไทยจึงไม่อยากเรียกเหมือนคนจีน ซึ่งเรียกแบบนี้มาตั้งแต่แต่งงานกับลูกสาวของท่านแล้ว

        เฮียใช้ยิ้มกว้าง ตบไหล่ผมแล้วบอกว่า “อั๊วเอาใจช่วยนะ ลื้อเป็นทหารที่ดี ตอนแรกตั้งใจจะให้ลาออกมาดูแลร้านนี้กับอาวิ อั๊วแก่แล้ว อยากยกกิจการให้ลูกหลาน อั๊วกับอากิมจะได้ท่องเที่ยวในบั้นปลายชีวิตเสียที”

        ผมสะดุ้งโหยง รีบตอบว่า “ผมยังอยากรับใช้ชาติอยู่ครับ อีกอย่างขอพูดตรงๆ ผมเป็นหัวหน้าครอบครัว อยากสร้างอะไรขึ้นมาด้วยตัวเอง ไม่อยากให้ใครนินทาลับหลังว่าที่มาเป็นลูกเขยร้านนี้เพราะอยากฮุบกิจการ แต่ขอบคุณพ่อมากนะครับที่หวังดี”

        พ่อตาสุดประเสริฐหัวเราะดังลั่น บีบไหล่ผมแน่นด้วยความรัก “นี่ไงอาก้อง เพราะลื้อเป็นแบบนี้ อั๊วจึงไม่เคยเสียใจที่ยกลูกสาวคนเดียวให้เลย แต่ลื้อจำไว้นะ ทุกสิ่งที่สร้างมา อั๊วจะยกให้ลูกหลานและลื้อเท่านั้น”

        แต่ทว่าแทนที่กลับมาวิลันดาจะออดอ้อนสามีซึ่งไม่เจอกันมานาน กลับพูดในสิ่งที่ทุกคนตกตะลึงว่า “ถ้าวิจะไปทำร้านอาหารไทยที่นอร์เวย์ ทุกคนว่ายังไงบ้างคะ”

        เฮียใช้รีบปรามว่า “ลื้อจะไปทำไมวะ ร้านรวงที่นี่อั๊วก็จะยกให้”

        แต่วิลันดายังดื้อแพ่ง บอกว่า “วิอยากมีกิจการที่ทำด้วยตัวเองบ้าง ขอเวลาแค่สองสามปี ถ้าไม่ดียังไงก็จะกลับมา”

        เจ๊กิมถามบ้างว่า “แล้วลูกผัวล่ะ ลื้อจะทำยังไง ไม่คิดถึงบ้างรึ”

        วิลันดามองผมกับลูกแล้วตอบว่า “วิตั้งใจพาลูกไปด้วย ส่วนพี่ก้องก็ทำงานตามฝันเพื่อชาติของพี่เค้าไป ส่วนวิก็ทำตามฝันตัวเอง กลับมาเมื่อไหร่ก็อยู่ด้วยกันเหมือนเดิม”

        ผมสะอึก วิลันดาเป็นคนที่คิดจะทำอะไรแล้ว ต่อให้ช้างมาฉุดก็เอาไม่อยู่ แต่เธอไม่คิดถึงผมบ้างเลยหรือ ความฝันตัวเองน่ะพอเข้าใจ แต่เธอยังมีผมอยู่ ตัวเธอไปก็เสียใจพอแล้ว นี่จะยังพรากลูกไปไกลอีก เพิ่งกลับมาเมื่อวานแท้ๆ ทำไมต้องรีบพูดเรื่องที่ทำให้เสียอารมณ์ด้วย

        เฮียใช้หันมาถามผมว่า “ลื้อว่ายังไงอาก้อง”

        ผมตอบโดยไม่มองหน้าวิลันดาว่า “ทุกคนมีความฝันครับพ่อ ผมเคารพการตัดสินใจของวิมาตลอด เธอคงคิดดีแล้ว แต่ขออย่างเดียว...”

        วิลันดาขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัยว่า “อะไรคะพี่ก้อง”

        ผมจ้องเธอเขม็ง ตอบเสียงห้วนว่า “วิอยากไปก็ไปคนเดียว น้องพลอยต้องอยู่เมืองไทย วิจะเอาดวงใจของพี่ไปเหรอ แค่ไปคนเดียวก็เสียใจและคิดถึงมากพอแล้ว”

        เธอนิ่ง เจ๊กิมกล่าวสนับสนุนว่า “นั่นสิ ลื้ออยากไปก็ไป หมวยเล็กยังเด็ก จะเอาไปทำไม อั๊วเลี้ยงหมวยเล็กมาเหมือนกัน ไม่อยากให้ไปลำบากไกลบ้านไกลเมือง หลานต้องอยู่ที่นี่”

        เหมือนการหย่าร้างชัดๆ ผัวไปทาง เมียไปทาง วิลันดาคิดอะไรอยู่ อยากทำธุรกิจของตัวเองก็ทำที่เมืองไทยสิ เงินเดือนที่ผมให้เก็บไว้ก็มีมากพอสมควร ทำไมต้องไปไกลครึ่งโลกแบบนั้น

        ในที่สุดก็ไม่มีใครทัดทานความตั้งใจของเธอได้จริงๆ ผมยังจำภาพในวันที่เธอจะไปตามทางได้ดี วันนั้นเฮียใช้ปิดร้านแล้วพากันยกโขยงมาหมดทั้งเจ้าของร้านและลูกจ้าง ทุกคนอาลัยอาวรณ์ เสียงร่ำลา เสียงอวยพร เสียงร้องไห้ดังระงมไปหมด

        ผมโอบกอดภรรยาแสนรักโดยไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่เธอจะกลับมาสู่อ้อมกอดอีกครั้ง “พี่รักวินะ รักตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เจอ ขอให้ความฝันประสบความสำเร็จนะ พี่จะรอเสมอ”

        เธอจุมพิตผมแผ่วเบาแล้วบอกว่า “ขอบคุณมากนะคะพี่ก้อง ขอวิทำอะไรด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต แล้ววิจะกลับมา ฝากดูแลลูกด้วยนะคะ”

        วิลันดาไปแล้ว ผมอุ้มน้องพลอยมองเครื่องบินโดยสารที่พาดวงใจอีกดวงไปตามทางฝันของเธอ สองพ่อลูกร้องไห้และเหม่อมองจนเครื่องบินลำใหญ่บินหายเข้าไปในก้อนเมฆเบื้องบน...

        แต่นั่นคงยังไม่ใช่ที่สุดของความรันทดด้านคู่ครองของผม

        สามปีแห่งความห่างไกลผ่านไป วิลันดากลับมาเยี่ยมเมืองไทยเพียงสองครั้ง มาคนเดียวครั้งหนึ่งและมาพร้อมอาอี๊อีกครั้งหนึ่ง มาแต่ละครั้งก็เล่าถึงความก้าวหน้าในธุรกิจ น่าแปลกที่ผมและน้องพลอยไม่เคยถามเลยว่าเธอจะกลับเมืองไทยเมื่อไหร่ อาจเป็นเพราะเราสองพ่อลูกชินแล้วก็เป็นได้

        จนถึงวันขึ้นปีใหม่ที่พวกผมต่างเฝ้ารออย่างใจจดจ่อ เพราะวิลันดาบอกว่าจะกลับมาเยี่ยมเมืองไทย ช่วงสายมีรถแท็กซี่จอดหน้าบ้าน ผมชะโงกหน้าไปดู เห็นวิลันดากำลังเดินเข้ามาในบริเวณบ้าน ผมตะโกนบอกทุกคนด้วยความดีใจแล้วรีบวิ่งออกไปรับ

        ผมกอดและระดมจูบไปทั่วใบหน้า พร่ำพรรณนาว่า “วิจ๋า..พี่คิดถึงเหลือเกิน”

        เธอกอดตอบแล้วพูดตะกุกตะกักว่า “เอ่อ..วิก็คิดถึงพี่ก้องค่ะ”

        น้องพลอยรีบเข้ามาหาแม่บังเกิดเกล้าแล้วสวมกอดด้วยความคิดถึง “แม่จ๋า.แม่จ๋า”

        ผมโอบไหล่วิลันดากับน้องพลอยเข้าไปในบ้าน เตี่ย ม๊าและลูกสาวกอดกันกลม เฮียใช้ถามว่า “ทำไมปีนี้ลื้อกลับเร็ววะ ปกติจะมาช่วงปิดเทอม แต่ก็ดี ปีใหม่ทั้งทีมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาบ้าง อั๊วสงสารอาก้องกับหมวยเล็ก ปีใหม่กี่ปีๆ ก็ไปเที่ยวกันสองพ่อลูก”

        วิลันดาตอบตะกุกตะกักว่า “อะ..เอ่อ วะ..วิมาทำธุระค่ะเตี่ย อยู่ไม่นานหรอก”

        ผมหอมแก้มเธอแล้วถามว่า “ธุระอะไร มาทำเอกสารขอกลับมาอยู่เมืองไทยหรือจ๊ะ ดีๆ พี่คุยกับพ่อแล้วนะ บางทีถ้าวิกลับมาถาวร พี่จะลาออกมาทำธุรกิจ”

        วิลันดารีบจับมือผมแล้วบอกว่า “ยะ..อย่าค่ะ พี่ก้องไม่ต้องลาออกหรอก คะ..คือว่า วิจะไม่กลับมาเมืองไทยอีกแล้ว”

        ทุกคนเงียบสนิท สายตาจับจ้องไปที่เธอเป็นจุดเดียว ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ถามว่า “วิว่าอะไรนะ ทำไมจะไม่กลับเมืองไทย”

        วิลันดาหน้าถอดสี ตาเริ่มแดง เธอวางน้องพลอยลงแล้วลุกออกไปหน้าบ้าน เราสี่คนรีบตามไปดูตรงประตู เห็นเธอกลับไปที่แท็กซี่แล้วเดินนำชายชาวต่างชาติคนหนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่ ผมสีทอง อายุราวสี่สิบปลายๆ เข้ามา

        เจ๊กิมร้องอย่างตกใจว่า “Henrick!!!”

        วิลันดานำชายคนนั้นมาต่อหน้าพวกเรา ผมมองเธอด้วยสายตาแข็งกร้าว เจ๊กิมบอกว่าชายต่างชาติคนนี้คือญาติกับน้าเขยชาวนอร์เวย์ การสนิทกันที่โน่นพอจะเข้าใจว่าเพราะเจอกันบ่อย แต่ถึงขั้นพามาเมืองไทยสองต่อสองแบบนี้หมายความว่าอย่างไร

        เฮียใช้ถามเสียงแข็งว่า “ลื้อพาใครมาวะอาวิ”

        วิลันดาก้มหน้า ตอบอย่างแผ่วเบาว่า “อะ..เอ่อ นี่คือ Henrick ค่ะ ขะ..เขาเป็นคนรักของวิเอง”

        ดังอสุนีบาตยามแล้ง คนรัก? คำนี้วิลันดาซึ่งเป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมายจะต้องใช้กับผมคนเดียว แต่ทำไมเรียกฝรั่งตาน้ำข้าวคนนี้ว่าคนรัก

        ผมตะโกนเสียงก้องว่า “วิพูดอะไรออกมา ทำไมไปเรียกไอ้ผมทองนี้ว่าคนรัก วิเป็นอะไรไป”

        เธอก้มหน้า หยดน้ำตาไหลลงพื้น เฮียใช้ตะคอกว่า “ลื้อพามันเข้ามาในบ้านซิ เป็นบ้าอะไรไปแล้ว”

        ในห้องรับแขก วิลันดานั่งบนโซฟา โดยมีคนรักใหม่ของเธอยืนด้านหลัง ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าชู้รักที่บังอาจแย่งเมียผมไป ผมกอดน้องพลอยบนโซฟาอีกตัวเคียงข้างพ่อตาแม่ยาย สายตาทุกคนจับจ้องไปที่เธอ

        ผมถามช้าๆ ว่า “มันคืออะไรกันวิ บอกมา”

        “อะ.เอ่อ กลับมาเมืองไทยครั้งนี้ก็เพื่อมาขอหย่ากับพี่ค่ะ วิจะแต่งงานกับ Henrick ปลายเดือนหน้า”

        เฮียใช้ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ ปาแก้วน้ำลงพื้นจนแตกกระจาย น้องพลอยตกใจร้องไห้จ้าจนผมต้องกอดลูกไว้แน่น

        “ลื้อเป็นบ้าอะไร ผัวกับลูกของลื้อนั่งอยู่นี่”

        เจ๊กิมต้องลูบหลังสามีให้ใจเย็นๆ ถามวิลันดาว่า “Henrick นี่ใช้หลานของแฟนอาศรีพรรณใช่ไหม ม๊าจำได้ แต่ทำไมถึงมาเป็นคนรักลื้อได้ฮะอาวิ”

        วิลันดาชายตามองผม เมื่อเห็นสายตาราวจะกินเลือดกินเนื้อก็รีบหลบสายตาแล้วตอบว่า “ตั้งแต่วิไปอยู่ที่โน่น Henrick คอยช่วยเหลือทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องสถานที่ตั้งร้าน วิ่งเต้นขอใบอนุญาต ช่วยดูแลร้าน รวมถึงเรื่องจิปาถะอื่นๆ เขาช่วยเหลือหนูทุกอย่าง”

        ผมสุดที่จะฟัง แต่ก็อยากรู้เรื่องราวความรักอุบาทว์แบบนี้ แค่นเสียงพูดว่า “แล้วอย่างไรต่อ เล่ามาซิ ไปรักมันได้ยังไง”

        วิลันดาไม่กล้าสบตา เล่าต่อว่า “อยู่ที่โน่นเหงานะคะ วิกับอาอี๊เจอกันแค่สัปดาห์ละครั้งสองครั้ง ที่นอร์เวย์ไม่มีแสงสีคึกคักเหมือนเมืองไทย สงบเงียบเหลือเกิน วิเหงาค่ะ แรกๆ ร้องไห้แทบทุกคืน จนมีเค้านี่แหล่ะที่เป็นคนคอยมาปลอบโยน”

        ผมสบถใส่เธอทันที “ผัวก็มี เสือกให้คนอื่นปลอบโยน ใครบังคับให้ไปนอร์เวย์ วิไปเองไม่ใช่เหรอ จะมาร้องแลกแหกกระเชอทำไม”

        วิลันดาร้องไห้ดังลั่น “ฮือฮือ มันคือความฝันของวินะ พี่ก้องบอกว่าเข้าใจไม่ใช่เหรอ”

        ผมถลึงตาใส่เธอ พูดอย่างเคียดแค้นสุดกำลังว่า “ความฝัน? ความฝันที่แรดไปหาผัวใหม่น่ะเหรอ อย่าพูดเลยว่ะ สะอิดสะเอียน”

        เฮียใช้พูดด้วยความโกรธว่า “ผัวดีๆ แบบอาก้องเสือกไม่เอา ยังจะร่านไปหาผัวฝรั่ง”

        วิลันดาสะอึกสะอื้น พูดกับเตี่ยของเธอว่า “ฮือฮือ ตะ..เตี่ย ทำไมพูดกับวิแบบนี้”

        พ่อตาตะคอกกลับว่า “ทำไมจะพูดแบบนี้ไม่ได้ ลื้อทำอะไรยังไม่คิดถึงลูกผัว หรือแม้แต่อั๊วกับม๊าเลย ทำไม ทำไม๊”

        ผมเห็นเธอร้องไห้ก็เริ่มใจอ่อน บางทีรักมากก็โกรธมาก เอาเถอะ เธอแค่เผลอไผลไปชั่วครู่ อาจยังกลับตัวทัน จึงพูดเสียงอ่อนโยนว่า “กลับมาอยู่เมืองไทยเถอะ พี่จะลืมเรื่องนี้ซะ นะครับ ถือว่าสงสารลูก”

        วิลันดาส่ายหน้าแล้วบอกว่า “กะ..กลับไม่ได้หรอกค่ะ คะ..คือว่า วะ..วิท้องกับเค้าได้สามเดือนแล้ว”

        แค่รู้ว่าฝรั่งขี้ครอกนี่เป็นคนรักก็สุดทนแล้ว นี่ยังไปเสพสังวาสอุบาทว์กันจนท้อง ผมไม่รู้จะสรรหาคำด่าใดๆ มาด่าเธอดี

        “อาวิ!!!..” แม่ยายผมได้ยินคำตอบก็เป็นลมล้มพับ เดือดร้อนพ่อตาวิ่งไปเอายาดมมาให้

        สุดจะทน!! ผมลุกพรวดด้วยอารมณ์ชั่ววูบ เข้าไปหยิบปืนพกในห้องนอนแล้วมายืนจังก้าหน้าคู่รักแพศยา ตะคอกใส่ว่า “มึงรักกันมาก ก็ตามกันไปรักในนรกเถอะไอ้คู่ชั่ว”

        เฮียใช้ตกใจ รีบกระโจนมากอดผมแล้วห้ามว่า “ยะ..อย่าอาก้อง!! อย่ายิงมัน ถ้าลื้อติดคุกแล้วหมวยเล็กจะอยู่ยังไง อย่า!!!”

        ใช่สิ ผมยังต้องมีน้องพลอยที่ต้องดูแล ทำไม..เกิดอะไรขึ้น ผมเข่าอ่อนไปกองกับพื้น ฟุบลงกับพื้นร่ำไห้อย่างไม่อายใคร น้องพลอยปรี่มากอดแนบแน่น

        เฮียใช้ชี้หน้าลูกสาวแล้วตวาดว่า “ลื้อสองคนออกไปจากบ้านอั๊วเดี๋ยวนี้ ออกไป๊!!”

        วิลันดาร่ำไห้ว่า “เตี่ย..พี่ก้องคะ วิขอโทษ เอ่อ..พรุ่งนี้พี่ก้องไปที่อำเภอด้วยนะคะ เราจะไปหย่ากันที่นั่น และนอกจากเรื่องหย่าแล้ว วิขอเอาน้องพลอยกลับไปนอร์เวย์ด้วยนะคะ วิคิดถึงลูก”

        เฮียใช้โกรธจัด หยิบสิ่งของใกล้มือปาใส่วิลันดาแล้วชี้หน้าด่าว่า “ยังมีหน้าขอหมวยเล็กอีกเรอะ อั๊วไม่ให้ ลื้อไปเบ่งลูกฝรั่งนอกคอกแล้วเลี้ยงไปสิ ลื้อจะออกจากบ้านได้รึยัง อั๊วไม่อยากเห็นหน้าอีก ไป๊!!”

        วิลันดายกมือไหว้ ร้องไห้แล้ววิ่งออกจากบ้านพร้อมชู้รัก

        ผมดึงน้องพลอยเข้ามากอด ลูกร้องไห้หนักหน่วงแล้วตัดพ้อว่า “แม่ไม่กลับมาอยู่กับเราจริงเหรอคะ ฮือฮือ ทำไมแม่ไม่รักพวกเรา ฮือฮือ”

        เฮียใช้ถามว่า “ลื้อจะเอายังไงวะอาก้อง”

        “เธออยากหย่าก็ต้องไปหย่าให้สิครับ คนไม่รักเราจะรั้งไว้ทำไม”

        แกจับไหล่ผมแล้วพูดเสียงสั่นเครือว่า “อั๊วขอโทษที่เลี้ยงลูกให้เป็นแบบนี้ อาวินะอาวิ โฮโฮ”

        ผมเดินออกมาสนามหญ้าหน้าบ้าน ทอดกายลงนอนอย่างอ่อนแรง สูบบุหรี่แล้วพ่นเป็นทางยาว ผมทำแบบนี้บ่อยๆ เวลาที่อยู่บ้านพัก พ่นให้ควันลอยไปถึงนอร์เวย์เพื่อให้วิลันดารู้ว่าผมคิดถึง แต่ในเมื่อเธอกลับมาแบบนี้ ผมคงนำตัวเธอกับชายชู้ใส่ควันแล้วพ่นกลับให้ไกลสายตา

        น้ำตาอุ่นๆ ไหลเต็มเบ้าตา ผมทำผิดอะไร พยายามทำตนเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีมาตลอด เงินทองให้เมียทุกบาท ลูกเต้าก็ดูแล เธอไม่ห่วงลูกบ้างหรือไร น้องพลอยเพิ่งจะเก้าขวบแต่ต้องกำพร้าแม่เสียแล้ว ผีห่าซาตานตนใดดลใจให้เธอทำแบบนี้ อยากจะให้เป็นเพียงฝันร้าย ภาวนาว่าตื่นมาพรุ่งนี้เวลาจะย้อนกลับไปเป็นปีใหม่อีกครั้ง ปีใหม่ที่เธอกลับมาพร้อมอ้อมกอดอบอุ่น แต่ทว่าไม่มีทางเป็นไปได้

        วันถัดมา ผมกับวิลันดาก็นั่งอยู่หน้าโต๊ะของเจ้าหน้าที่ ผมจับปากกาเตรียมจรดในใบสำคัญการหย่า ชายตามองหน้าหญิงที่กำลังจะเป็นอดีตคนรัก เธอจะรู้ไหมว่าผมเสียใจแค่ไหน แต่ช่างเถอะ ผมยังมีผู้หญิงอีกคนที่สำคัญในชีวิตที่ต้องดูแลให้ความรักมากขึ้น นั่นคือลูก

        ทันทีที่ขยับปากกาลากลายเซ็น ความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาของผมและวิลันดาก็จบลงอย่างสมบูรณ์

        “พี่ก้องคะ ฝากดูแลลูกด้วยนะคะ บอกแกว่าแม่ยังรักเสมอ”

        ระหว่างเดินไปที่รถ สีหน้าผมนิ่งปราศจากความรู้สึกใดให้บุคคลอื่นรับรู้ แต่เพียงเข้าไปในรถได้เท่านั้น ผมฟุบหน้ากับพวงมาลัย สะอื้นไห้จนน้ำตาเปรอะเปื้อนหน้า กรีดร้องจนเสียงแหบแห้ง และแน่นอนว่า เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเข็ดการใช้ชีวิตคู่ไปเลยทีเดียว...

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา