ผจญภัยในทุ่งกว้าง

ผจญภัยในทุ่งกว้าง

" บินไป บินไป ไปให้ถึงรุ้งโน่น " เด็ก ๆ กางแขนทำท่าเหมือนกำลังบิน พร้อม ๆ กับวิ่งไปข้างหน้า ฟางแห้งกรอบแกรบอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเด็ก ๆ สลับกับเสียงหัวเราะที่สดใสเหมือนเสียงดนตรีแห่งท้องทุ่ง เด็ก ๆ กำลังบิน บินไปยังสายรุ้งสีสวยตรงเส้นขอบฟ้า

ผู้เขียน กิ่งไผ่ pongpana ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

หน้า ดำเนินการ
หน้า : 1 ในทุ่งกว้าง
หน้า : 2 ยายโฉม
หน้า : 3 วัวควายหาย
หน้า : 4 เสียงปริศนา
หน้า : 5 ร่องรอย
หน้า : 6 เส้นทางกลางหุบเหว
หน้า : 7 ความสงสัย
หน้า : 8 ร่องรอยที่หายไป
หน้า : 9 ของในห่อผ้า
หน้า : 10 หลงป่า
หน้า : 11 แสงไฟในความมืด
หน้า : 12 เรื่องตื่นเต้นในหุบเขา
หน้า : 13 ความจริงเริ่มคลี่คลาย
หน้า : 14 หนี
หน้า : 15 ชายแปลกหน้าในหมู่บ้าน
หน้า : 16 รางวัลของคนดี
หน้า : 17 วันเกียรติยศ
หน้า : 18 คำบอกเล่าของยายโฉม
หน้า : 19 ทางเดินในป่าไผ่
หน้า : 20 กำแพงหินยักษ์
หน้า : 21 คนต่างบ้านต่างเมือง
หน้า : 22 คุณแสงดาว
หน้า : 23 เกิดเหตุระหว่างทาง
หน้า : 24 ถ้ำหลังกำแพงหินยักษ์
หน้า : 25 หญิงประหลาดกับช่องทางลับ
หน้า : 26 อิสรภาพที่แข่งกับเวลา
หน้า : 27 ไม่มีกำแพงหิน
หน้า : 28 เสาหินและเสียงเพลงลึกลับ
หน้า : 29 ผู้นำทาง
หน้า : 30 ผลตอบแทน
หน้า : 31 พระธุดงค์ ตอนที่ 1
หน้า : 32 พระธุดงค์ ตอนที่ 2
หน้า : 33 พระธุดงค์ ตอนที่ 3
หน้า : 34 พระธุดงค์ ตอนที่ 4
หน้า : 35 ปริศนาในป่าไผ่ ตอนที่ 1
หน้า : 36 ปริศนาในป่าไผ่ ตอนที่ 2
หน้า : 37 ปริศนาในป่าไผ่ ตอนที่ 3
หน้า : 38 ความเจริญ
หน้า : 39 หมู่บ้านกลางหุบเขา
หน้า : 40 ความเป็นไป
หน้า : 41 บทสรุปในทุ่งกว้าง
หน้า : 42 จากใจ pongpana
หน้า : 43 วันวานในความทรงจำ (1)
หน้า : 44 วันวานในความทรงจำ (2)
หน้า : 45 วันวานในความทรงจำ (3)
หน้า : 46 วันวานในความทรงจำ (4)
หน้า : 47 วันวานในความทรงจำ 5
หน้า : 48 วันวานในความทรงจำ (6)
หน้า : 49 วันวานในความทรงจำ (7)
หน้า : 50 วันวานในความทรงจำ (8)
หน้า : 51 วันวานในความทรงจำ (9)
หน้า : 52 วันวานในความทรงจำ (10)
หน้า : 53 วันวานในความทรงจำ (11)
หน้า : 54 วันวานในความทรงจำ (12)
หน้า : 55 วันวานในความทรงจำ (13)
หน้า : 56 วันวานในความทรงจำ (14)
หน้า : 57 วันวานในความทรงจำ (15)
หน้า : 58 วันวานในความทรงจำ (16)
หน้า : 59 วันวานในความทรงจำ (17)
หน้า : 60 วันวานในความทรงจำ (18)
หน้า : 61 วันวานในความทรงจำ (19)
หน้า : 62 วันวานในความทรงจำ (20)
หน้า : 63 วันวานในความทรงจำ (21)
หน้า : 64 วันวานในความทรงจำ (22)
หน้า : 65 วันวานในความทรงจำ (23)
หน้า : 66 วันวานในความทรงจำ (24)
หน้า : 67 วันวานในความทรงจำ (25)
หน้า : 68 วันวานในความทรงจำ (26)
หน้า : 69 วันวานในความทรงจำ (27)
หน้า : 70 วันวานในความทรงจำ (28)
หน้า : 71 วันวานในความทรงจำ (29)
หน้า : 72 วันวานในความทรงจำ (30)
หน้า : 73 วันวานในความทรงจำ (31)
หน้า : 74 วันวานในความทรงจำ (32)
หน้า : 75 วันวานในความทรงจำ (33)
หน้า : 76 วันวานในความทรงจำ (34)
หน้า : 77 วันวานในความทรงจำ (35)
หน้า : 78 วันวานในความทรงจำ (36)
หน้า : 79 วันวานในความทรงจำ (37)
หน้า : 80 วันวานในความทรงจำ ( 38 )
หน้า : 81 วัววานในความทรงจำ ( 39)
หน้า : 82 วันวานในควาทรงจำ ( 40 )
หน้า : 83 วันวานในควาทรงจำ ( 41 )
หน้า : 84 วันวานในควาทรงจำ ( 42 )
หน้า : 85 วันวานในควาทรงจำ ( 43 )
หน้า : 86 วันวานในควาทรงจำ ( 44 )
หน้า : 87 วันวานในความทรงจำ (45)

ในทุ่งกว้าง

(ขอขอบคุณ ภาพประกอบจาก google)

ในทุ่งกว้าง

    บรรยากาศยามเช้าในช่วง “ปลายฝนต้นหนาว” ช่างน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก ลมหนาวอ่อนๆ ยามเช้าพัดผ่านท้องทุ่งที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ทำให้เย็นสบายสดชื่นยิ่งนัก นกกระยางฝูงแล้วฝูงเล่าบินผ่านท้องทุ่งไปยังหนองบึงเพื่อหาเหยื่อใส่ปากท้อง ซึ่งอาจจะเผื่อไปถึงลูกน้อยที่คอยอยู่ในรวงรัง                ทุ่งนาที่เต็มไปด้วยรวงข้าวที่เริ่มสุกเหลืองบางกระทงนากลายเป็นสีทองเหลืองอร่ามตัดกับบางแปลงที่ยังคงเป็นสีเขียวดูงดงามยิ่ง เจ้าของกระทงนาหลายคนลงไปก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ในนาของตน หุ่นไล่กาที่ทำด้วยหญ้าแห้งสวมเสื้อสวมหมวกผูกติดหลักไม้ปักไว้กลางนา ดูเหมือนคนยืนกางแขน ยามถูกลมโยก มันก็เริ่มทำหน้าที่ส่ายไป ส่ายมาเพื่อไล่นกกาที่ถลาลงมาจะจิกกินเมล็ดข้าวให้ตกใจ นกกระจาบที่ทำรังอยู่ตามต้นมะขามเทศ ต้นตาล หรือต้นตะโกออกจะคุ้นกับหุ่นไล่กาของชาวนา มันไม่กลัวหุ่นไล่กา เจ้าของนาต้องคอยเอาหนังสะติ๊กไล่ยิงหรือไม่ก็ใช้ไม้ตีปี๊บให้ดัง “โป๊ง ๆ ๆ ๆ ๆ” นกกระจาบตกใจก็พากันบินพรึ่บหนีไป แต่เดี๋ยวเดียวก็จะกลับมาอีก ต้องเฝ้าไล่กันทั้งวัน  วัวควายหลายตัวเดินและเล็มหญ้าอยู่ตามชายทุ่งอย่างสบายใจ                “ลมว่าวมาแล้ว !  ลมว่าวมาแล้ว ! ไปเล่นว่าวกันโว้ยไอ้แสน”  เสียงแก้วคู่หูของแสนตะโกนมาแต่ไกลในมือถือว่าวปักเป้าหางยาวเฟื้อยมาด้วย โดยมีหยองเพื่อนรักอีกคนวิ่งตามมา                “ไปกัน ๆ” แสนกระโดดลงจากนอกชานพร้อมกับว่าวอีลุ้มตัวใหญ่และขดเชือกป่านในมือ เด็กชายทั้งสามวิ่งตื๋อไปตามคันนาผ่านกระทงนาข้าวเหลืองอร่ามฝูงนกกระจาบบินพรึ่บขึ้นจากกระทงนาพร้อมกันเพราะตกใจ  เด็ก ๆ ผลัดกันส่งว่าวขึ้นสู่ฟ้า ผ่อนสายป่านจนหมดความยาวของเชือก แล้วเอาปลาเชือกไปผูกไว้กับโคนต้นโสนที่ขึ้นอยู่ข้างคันนา จากนั้นก็ชวนกันไปนอนที่ใต้ต้นมะขามที่ขึ้นอยู่บนคันนาเด็กทั้งสามคนนอนมองดูว่าวของเขาลอยฉวัดเฉวียนอยู่บนท้องฟ้าอย่างแสนจะมีความสุข                “เฮ้ย !ไอ้แสน ไอ้แก้ว เอ็งได้ยินเรื่องที่พวกผู้ใหญ่เขาพูดถึงเรื่องโพรงไม้ใหญ่ที่หุบเขาตาแป๊ะไหม” แก้วพูดกับสองเกลอเมื่อนึกถึงเรื่องโพรงไม้ใหญ่ที่ได้ยินพวกผู้ใหญ่คุยกัน                “ได้ยินเหมือนกัน พ่อกับแม่ข้าคุยกับลุงดำ เห็นว่ามีคนเห็นแสงสว่างในโพรงนั้นด้วย” แสนว่า                “เออ ๆ ข้าก็ได้ยินยายของข้าคุยกับป้าแป้นเมื่อวันก่อน มันมีจริงหรือเปล่าวะ”หยองถามอย่างสงสัยในเรื่องที่เขาได้ยินมา                “ข้าได้ยินมาอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า พวกเราไปดูกันไหม” แก้วออกความเห็น                “เฮ้ย ! จะดีเหรอวะ ต้องไปในหุบเขานะ แล้วก็ต้องไปตอนกลางคืนจึงจะเห็นแสงไฟ” แสนทำท่าหวาด ๆ                “ ข้าก็ว่าไม่ดีนะไอ้แก้ว ในป่ากลางค่ำกลางคืนน่ากลัว” หยองเห็นด้วยกันแสน                “ ปอดแหกไปได้ ถ้าพวกเอ็งไม่ไปข้าไปกับไอ้แห้ว ไอ้แหวงก็ได้ ไอ้สองคนนั่นมันชวนข้าไว้” แก้วพูดอย่างมุ่งมั่นในความคิดของตัวเอง เรื่องแสงไฟประหลาดในโพรงไม้ใหญ่ อาจจะเป็นที่น่าสะพรึงกลัวของหลาย ๆ คน แต่สำหรับแก้วเด็กชายที่ชอบเรื่องลึกลับผจญภัยไขปัญหาที่ลี้ลับคนนี้ เขาตัดสินใจที่จะต้องพิสูจน์ความจริงเรื่องนี้ให้กระจ่างชัดให้จนได้

................................................................................

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา